เปิดสถิติราคาทองคำปี 69 ผันผวนหนักปรับวันเดียว 34 ครั้ง พร้อมประเมินแนวโน้มต้อง จับตาคู่ขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน ส่งผลกับราคาทอง อย่างไรในระยะสั้น
จับตาคู่ขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน ส่งผลกับราคาทอง อย่างมีนัยสำคัญ หลังสถานการณ์ล่าสุดใน วันที่ 26 มกราคม 2569 ตลาดทองคำในประเทศไทยเกิดความเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ โดยราคาทองคำแท่งพุ่งแตะระดับสูงสุดใหม่ (All-Time High) ที่บาทละ 74,950 บาท ท่ามกลางภาวะตลาดที่ผันผวนรุนแรงตลอดทั้งวัน มีการปรับเปลี่ยนราคาทั้งสิ้นถึง 34 ครั้ง สะท้อนถึงความอ่อนไหวของสินทรัพย์ปลอดภัยต่อสถานการณ์โลก
ประเมินภาพรวม
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ได้ประเมินภาพรวมว่า การทะยานขึ้นของราคาทองคำโลกจนทะลุ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์นั้น มาจากปัจจัยลบด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลัก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น นักลงทุนทั่วโลกจึงโยกย้ายเงินทุนเข้าสู่ทองคำ เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่อาจเกิดสงครามเต็มรูปแบบ
การประเมินแนวโน้มและเป้าหมายราคา
ในเชิงวิเคราะห์ นายกสมาคมค้าทองคำระบุว่า หากย้อนดูสถิติการเติบโตของราคาทองคำในช่วงปี 2567 ที่ขยับขึ้น 28% และปี 2568 ที่พุ่งสูงถึง 68% ทำให้ในปี 2569 นี้ มีความเป็นไปได้สูงที่ราคาจะปรับตัวขึ้นอีก 40% ไปแตะระดับ 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ ออนซ์
“สิ่งที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ การ จับตาคู่ขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน โดยเฉพาะท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ และการตอบโต้จากฝั่งอิหร่านภายใน 1-2 วันนี้ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าราคาจะพักฐานเพื่อไปต่อ หรือจะปรับตัวย่อลงมา” นายจิตติ กล่าว
กลยุทธ์การลงทุน: “เงินเย็น” ยังเข้าซื้อได้?
แม้ราคาทองคำจะขยับขึ้นมาสูงกว่า 75,000 บาท (สำหรับทองรูปพรรณ) แต่นายจิตติมองว่าสำหรับผู้ที่มีเงินเย็นและต้องการถือครองในระยะยาว การเข้าซื้อยังสามารถทำได้ เพราะแนวโน้มราคายังอยู่ในทิศทางขาขึ้น (Bullish) โดยคาดการณ์ว่าอาจมีโอกาสได้เห็นราคาทองคำแตะระดับ 100,000 บาท ต่อ บาททองคำในช่วงปีหน้า (2570) หากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังในการเข้าซื้อช่วงที่ราคากำลังทำ New High เนื่องจากมีความเสี่ยงในการปรับฐาน (Correction) ในระยะสั้น ควรแบ่งไม้ในการลงทุน และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
เจาะลึก: ทำไมดอลลาร์อ่อนค่า ถึงดันราคาทองคำให้พุ่งทุบสถิติ?
ในโลกของการลงทุน ทองคำและดอลลาร์สหรัฐเปรียบเสมือน “ตาชั่งคนละข้าง” เมื่อข้างหนึ่งเบาลง อีกข้างจะหนักขึ้นเสมอ โดยมีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ 3 ข้อหลักที่นักลงทุนต้องเข้าใจดังนี้:
1. ทองคำถูกลงในสายตาชาวโลก (Purchasing Power)
เนื่องจากราคาทองคำในตลาดโลก (Gold Spot) ซื้อขายกันด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ($/oz) เมื่อเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง นักลงทุนที่ถือเงินสกุลอื่น (เช่น ยูโร, เยน หรือบาท) จะใช้เงินจำนวนน้อยลงในการซื้อทองคำปริมาณเท่าเดิม
ผลลัพธ์: เกิดแรงซื้อ (Demand) มหาศาลจากทั่วโลกเข้ามาหนุนราคาให้สูงขึ้น
2. สถานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” ที่เหนือกว่าเงินกระดาษ
ในช่วงที่สหรัฐฯ เผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ เช่น หนี้สาธารณะพุ่งสูง หรือความขัดแย้งทางเมือง อย่างกรณีความตึงเครียดกับอิหร่าน หรือข้อพิพาทเรื่องเกาะกรีนแลนด์ในปี 2569 นี้ ความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์จะลดลง
กลยุทธ์: นักลงทุนจะโยกย้ายความมั่งคั่งออกจาก “เงินกระดาษ” (Fiat Currency) ที่เสื่อมค่าได้ ไปสู่ “ทองคำ” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเองและพิมพ์เพิ่มไม่ได้เหมือนธนบัตร
3. นโยบายดอกเบี้ยของเฟด (Fed)
หากธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ย หรือคงดอกเบี้ยในระดับต่ำเพื่อพยุงเศรษฐกิจ จะส่งผลให้ผลตอบแทนจากการถือดอลลาร์ เช่น พันธบัตร ดูไม่น่าสนใจ
การวิเคราะห์: เมื่อถือดอลลาร์แล้วได้ดอกเบี้ยน้อยลง นักลงทุนจึงเต็มใจที่จะถือทองคำมากขึ้น แม้ทองคำจะไม่มีปันผลหรือดอกเบี้ย แต่การเพิ่มขึ้นของ “ส่วนต่างราคา” (Capital Gain) ในช่วงดอลลาร์ขาลงนั้นคุ้มค่ากว่ามาก
สรุปสูตรคำนวณ: ผลกระทบต่อราคาทองไทย
นายกสมาคมค้าทองคำได้ระบุตัวเลขที่น่าสนใจไว้ดังนี้:
- หากเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง 10 สตางค์ ส่งผลให้ราคาทองไทยบวกขึ้นประมาณ 210 บาท
- หากเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง 1 บาท ส่งผลให้ราคาทองไทยบวกขึ้นกว่า 2,100 บาท
ข้อควรระวังสำหรับนักลงทุนไทย
บางครั้งราคาทองโลก (Gold Spot) พุ่งแรงมาก แต่ถ้า “เงินบาทแข็งค่า” ตามไปด้วย (เช่น หลุดระดับ 31 บาท/ดอลลาร์) จะทำให้ราคาทองในประเทศไม่พุ่งแรงเท่าที่ควร หรือที่เรียกว่า “อาการบาทแข็งกั๊กราคาทอง”
อื่นๆ ที่น่าอ่าน :
โกลเบล็ก ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทย สัปดาห์นี้ลุ้นแตะ 1,330 จุด
“พิชัย” เตือนไทยเร่งปรับตัว รับมือ สถานการณ์การเมืองโลกผันผวน



