GCAP Gold มองทองยังไปต่อ แนะถือ 5-10% กระจายเสี่ยง จับมือหมีเนย (น้องเนย) ออกคอลเลกชั่นพิเศษ จับกลุ่มลูกค้ารายย่อย ตั้งเป้าลุยรายย่อยเพิ่มสัดส่วนเป็น 35% ภายใน 3-5 ปี
นายธนพิศาล คูหาเปรมกิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีแคป จำกัด หรือ Gcap Gold เปิดเผยว่า ทิศทางราคาทองคำโลกในระยะกลางถึงระยะยาวยังมีแนวโน้มแข็งแกร่ง จากแรงซื้อสะสมของธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ยปีละประมาณ 1% ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แม้บางช่วงจะมีแรงขายออกมาจากปัจจัยเฉพาะหน้า แต่ภาพรวมยังถือเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อราคาทองคำในตลาดโลก
ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา บางประเทศมีการขายทองคำออกมาเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน อาทิ รัสเซียที่เผชิญผลกระทบจากสงครามยูเครน รวมถึงตุรกีที่ได้รับแรงกดดันจากราคาพลังงานสูง อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา รัสเซียได้หยุดขายทองคำ ขณะที่ตุรกีกลับเข้ามาซื้อสะสมอีกครั้ง ส่งผลให้แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งรวมกันมากกว่า 4,000 ตันต่อปี กลายเป็นฐานสำคัญในการประคองราคาทองคำ
นายธนพิศาลกล่าวว่า ในระยะสั้นราคาทองคำยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ย โดยเมื่อเงินเฟ้อสูง ตลาดมักคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำเพิ่มขึ้น และอาจทำให้ราคาทองคำมีการพักฐานเป็นระยะ อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนหลังจะเห็นว่าทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้ดี โดยราคาทองไทยปรับขึ้นจากระดับประมาณ 30,000 บาท ขณะที่ราคาทองคำโลกปรับขึ้นจากหลักร้อยดอลลาร์สู่ระดับกว่า 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปัจจุบัน
นายธนพิศาลกล่าวว่า สำหรับแนวทางลงทุน บริษัทแนะนำให้นักลงทุนแยกการเก็งกำไรระยะสั้นออกจากการลงทุนเพื่อการออม โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานประจำควรทยอยแบ่งเงินเดือนบางส่วนเข้าลงทุนทองคำอย่างสม่ำเสมอ แทนการรอจังหวะตลาด เพราะอาจทำให้พลาดโอกาสสะสมสินทรัพย์ในระยะยาว
“สิ่งสำคัญที่สุดของการลงทุนไม่ใช่เพียงความรู้ในตำรา แต่คือการรู้จักตัวเอง ผู้ลงทุนต้องประเมินว่ารับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด หากลงทุนจนเกิดความกังวลหรือนอนไม่หลับ ก็ไม่ใช่การลงทุนที่เหมาะสม ดังนั้นควรเริ่มต้นจากจำนวนที่รับได้ และค่อยๆ เรียนรู้ความผันผวนของตลาด” นายธนพิศาลกล่าว
นายธนพิศาลกล่าวว่า GCAP อยู่คู่กับคนไทยมากว่า 80 ปี เราให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่น การรักษาคำพูด และความไว้วางใจจากลูกค้า ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด โดยตั้งเป้าเติบโตในส่วนของลูกค้ารายย่อย 30-35% ภายใน 3-5 ปี ซึ่งปัจจุบันเรามีอยู่ 20% และ ลูกค้าค้าส่ง 80%

ด้านนายชัยวัฒน์ สามัคคีนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีแคป จำกัด หรือ Gcap Gold กล่าวว่า ปัจจุบันรูปแบบการลงทุนเปลี่ยนแปลงไปมาก บริษัทจึงหันมาเน้นขยายฐานลูกค้ารายย่อยและคนรุ่นใหม่ ผ่านกลยุทธ์ “Mascot Marketing” ด้วยการออกคอลเลกชันร่วมกับ “น้องเนย” หรือ Butterbear ซึ่งได้รับการตอบรับดีเกินคาด โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มียอดจำหน่ายแล้วกว่า 20,000 ชิ้น และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 100,000 ชิ้นในอนาคต ทั้งนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยดึงดูดทั้งกลุ่มแฟนคลับและผู้บริโภคทั่วไปให้เริ่มสนใจการออมทองมากขึ้น โดยบริษัทพยายามรักษาระดับราคาให้เข้าถึงได้ง่าย เพื่อส่งเสริมวินัยการออมในทุกกลุ่มวัย
ปัจจุบัน GCAP ได้ปรับบทบาทจากผู้ค้าส่งสู่ตลาดค้าปลีกมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีและแอปพลิเคชันเป็นเครื่องมือหลักในการขยายฐานลูกค้า พร้อมย้ำว่า ระบบออมทองของบริษัททำให้ลูกค้ามีกรรมสิทธิ์ในทองคำทันที สามารถเลือกฝาก ถอน หรือเปลี่ยนเป็นคอลเลกชันพิเศษได้ตามต้องการ
สำหรับแนวโน้มราคาทองคำในช่วงที่เหลือของปี มองว่าราคายังมีโอกาสผันผวนจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและจังหวะพักฐานหลังทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า ทองคำยังมีปัจจัยบวกจากการเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลกต่อเนื่องเฉลี่ยปีละกว่า 1,000 ตัน
ทั้งนี้บริษัทได้ประเมินกรอบแนวรับสำคัญไว้ที่ประมาณ 2,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราว 42,000 บาท และมีโอกาสกลับไปทดสอบระดับสูงสุดเดิมบริเวณ 2,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พร้อมแนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมในช่วงที่ราคาพักตัว มากกว่าการไล่ซื้อเก็งกำไรระยะสั้น เนื่องจากตลาดยังมีความผันผวนสูง



