“วีระพงษ์” หารือสภาธุรกิจยุโรป เร่งผลักดัน FTA ไทย-อียู

กดแชร์

ผู้แทนการค้าไทย ‘วีระพงษ์’ หารือสภาธุรกิจยุโรป เร่งผลักดัน FTA ไทย-อียู สร้างความเชื่อมั่น หนุนการค้า การลงทุน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแนวทางยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป

นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17ก.ค.2569 ตนพร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เป็นผู้แทนให้การต้อนรับและหารือเชิงลึกกับคณะนักธุรกิจยุโรปจากสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ABC)นำโดยนายโนเอล คลีเฮน รองประธานคณะกรรมการบริหารEU-ABC และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (EABC) นำโดยนางสาวภารณี อดุลยพิเชษฐ์ ประธาน EABC ประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกว่า 30 ราย จาก 25 บริษัท ยักษ์ใหญ่ของยุโรปที่ดำเนินธุรกิจในอาเซียนและไทย ได้แก่ APISWA Aviation Pro Asia Group Advisors (AGA) Bayer BDO Boehringer Ingelheim Bosch The Coca Cola Company Danone Diageo DHL Ergo Insurance Evonik Friesland Campina Gulf Development Japan Tobacco International (JTI) Kenvue Michelin Philip Morris International SAP Speyside Standard Chartered Bank SWIFT Tetra Pak และ Yara เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแนวทางยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป

“ผมได้นำเสนอนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะด้านการค้าระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนและนักธุรกิจจากยุโรป ว่าประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะเร่งสรุปการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-อียู ให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยระยะยาว ซึ่งเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจที่สำคัญอันดับต้นของรัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยนายกรัฐมนตรีได้จัดตั้งจัดคณะทำงานขับเคลื่อนการเจรจาFTA ไทย-EU และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน เพื่อขับเคลื่อนการเจรจาโดยแบ่งเป็น 6 กลุ่ม cluster ได้แก่ เกษตร อุตสาหกรรม พลังงาน จัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ การค้าบริการ ลงทุน รวมถึงการค้าดิจิตัล และ กฎระเบียบ รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา

ทั้งนี้จากการหารือภาคเอกชนยุโรปแสดงความยินดีที่การเจรจา FTA ไทย-อียู มีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก และได้เสนอให้ภาครัฐพิจารณาการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อสร้างแต้มต่อและเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันในตลาดอียูได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการถ่ายทอดความรู้เรื่องกฎกติกาด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ภาคธุรกิจไทยต้องปรับตัวเพื่อเข้าสู่ตลาดยุโรป นอกจากนี้ ธุรกิจอียูยังพร้อมเข้ามาสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงทางเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน ที่จะมีกำหนดการลงนามในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งประเทศไทยเป็นประธานการประชุมและบทบาทสำคัญที่ผลักดันให้การเจรจาสำเร็จ

อีกทั้ง ตนได้หารือถึงนโยบายการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจและการค้าของไทย รวมถึงเชิญชวนให้ภาคเอกชนยุโรปขยายการลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยภาคเอกชนอียูได้ให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค โดยจากผลการสำรวจความเห็นของนักธุรกิจยุโรปล่าสุด พบว่า มีความเชื่อมั่นเต็มที่ต่อการลงทุนในไทย โดยกว่าร้อยละ 57 ของกลุ่มภาคธุรกิจ พร้อมขยายการลงทุนในไทยในช่วง 5 ปีนี้ และคาดว่าจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นหลังจากการเจรจา FTA ไทย-อียู สรุปผลแล้ว นอกจากนี้ ยังให้ความสนใจต่อการปรับปรุงกฎหมายสำคัญ อาทิ การปรับปรุงธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (Foreign Business Act) การยกระดับกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา ขอบเขตของนโยบายควบคุมราคาสินค้าและบริการภายในประเทศ ตลอดจนนโยบายการรับมือกับความผันผวนของราคาวัตถุดิบ พลาสติกและบรรจุภัณฑ์

ปัจจุบัน สหภาพยุโรป (อียู) เป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของไทย รองจาก จีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างไทยและอียูอยู่ที่ 45,033 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.51 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 3.44% จากปีก่อนหน้า โดยไทยส่งออก 26,449 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 888,000 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 9.27% และนำเข้า 18,584 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 623,000 ล้านบาท) ลดลง 3.86% ทำให้ไทยได้เปรียบดุลการค้า 7,864 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 264,000 ล้านบาท) สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปอียู ได้แก่ คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ยาง และรถยนต์ ขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญจากอียู ได้แก่ เครื่องจักรกล เวชภัณฑ์ เครื่องบินและอุปกรณ์ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า


กดแชร์
ข่าวล่าสุด
- Advertisement -spot_img
Latest Articles