“เอกนิติ” แจงหยิบวิกฤตพลังงาน ทำขาดดุล จำเป็นออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน

กดแชร์

เอกนิติ” แจงวิกฤตพลังงานเงินเฟ้อ ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเฉียด 6 แสนล้านบาท รัฐจำเป็นต้องออกพ.ร.ก. กู้ 4 แสนล้าน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวชี้แจงต่อที่ต่อสภาผู้แทนราษฎรถึงความจำเป็นในการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ที่ชะลอตัวลงท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นและดุลบัญชีเดินสะพัดที่พลิกกลับมาขาดดุลเกือบ 600,000 ล้านบาทภายในไตรมาสเดียว จากที่เคยเกินดุลมาตลอด ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันแพงและวิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

“ทุกท่านคงเห็นกันแล้วตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 ที่ชะลอตัวลง ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นและดุลบัญชีเดินสะพัดที่พลิกกลับมาขาดดุลเกือบ 600,000 ล้านบาทภายในไตรมาสเดียว จากที่เคยเกินดุลมาตลอด ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันแพงและวิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับคลื่นวิกฤตเศรษฐกิจหลายระลอกที่ไม่เหมือนในอดีต ระลอกแรกคือราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินในประเทศแพงขึ้น 60-70% จากปัจจัยสงครามภายนอกประเทศที่หลายประเทศเผชิญ ระลอกที่สองคือวิกฤตค่าครองชีพที่ดัชนีราคาผู้บริโภคหรืออัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นเกือบ 3% หากรัฐบาลไม่รีบเข้าแทรกแซงและปล่อยให้สถานการณ์ลุกลาม ต้นทุนที่สูงขึ้นจะทำให้ธุรกิจไม่สามารถแบกรับได้ จนอาจต้องปิดกิจการและเลิกจ้างแรงงานในที่สุด ซึ่งจะกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตค่าครองชีพ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกแบบ พ.ร.ก. นี้ ให้มีวัตถุประสงค์สำคัญสองด้าน ด้านแรกคือการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งออกแบบมาในลักษณะร่วมจ่าย 60/40 โดยรัฐช่วยออกค่าครองชีพให้ 60% และประชาชนจ่ายเอง 40%

นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดโครงการส่งเสริมการนำ “AI นกกระซิบ” มาช่วยสอนและวิเคราะห์การขายของออนไลน์ให้กับพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ซึ่งผลพิสูจน์ที่ผ่านมาพบว่าช่วยขยายตลาดและสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน แม้จะจบโครงการไปแล้วก็ตาม

สำหรับวัตถุประสงค์ด้านที่สอง คือการเร่งเปลี่ยนผ่านประเทศจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด เพื่อลดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ต้องสูญเสียไปกับการนำเข้าน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ รัฐบาลมีแผนจะปลดล็อกนโยบาย Direct PPA หรือการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง และเปิดให้เอกชนใช้โครงข่ายสายส่งไฟฟ้าของรัฐหรือ Third Party Access (TPA)

ควบคู่ไปกับการขยายโครงสร้างพื้นฐาน Smart Grid เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน. พร้อมกันนี้ จะส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน เพื่อเปลี่ยนหลังคาบ้านให้เป็นโรงไฟฟ้าสร้างรายได้อย่างยั่งยืนด้วยการขายไฟฟ้าคืนให้กับการไฟฟ้าฯ.

นายเอกนิติ กล่าวย้ำว่า พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้ ไม่ใช่การตีเช็คเปล่า และมีความโปร่งใสชัดเจนกว่ากฎหมายเงินกู้ในอดีตอย่างแน่นอน รัฐบาลได้จัดทำระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการดำเนินโครงการภายใต้กฎหมายกู้เงินนี้อย่างเข้มงวด โดยแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการที่มีทั้งผู้ทรงคุณวุฒิภายในและภายนอกเพื่อคัดกรองโครงการที่มีความคุ้มค่าและโปร่งใสเท่านั้น

พร้อมย้ำว่าจะไม่มีการกู้เงินมากองไว้ แต่จะกู้ตามความจำเป็นและกู้ตามที่จ่ายจริงภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ซึ่งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลต่างก็ยอมรับและให้ความเชื่อมั่นต่อแนวทางการลงทุนเปลี่ยนผ่านพลังงานในครั้งนี้

“เราต้องมีเครื่องมือนี้มาสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร แต่เชื่อมั่นว่าเมื่อวิกฤตนี้สิ้นสุดลง ประเทศไทยจะดีกว่าเดิมอย่างแน่นอน” นายเอกนิติ กล่าว


กดแชร์
ข่าวล่าสุด
- Advertisement -spot_img
Latest Articles