เลขาฯ กกต. แจงยิบ 4 หลักการ ความปลอดภัย ย้ำภาพหลุดบัตรเลือกตั้งในมือเจ้าหน้าที่คือ บัตรเปล่า เตรียมฟันวินัยคนทำผิด
กกต. โดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ออกโรงโพสต์สยบดราม่า ยืนยันสิทธิพื้นฐานของประชาชนในการออกเสียงลงคะแนนยังเป็น “ความลับ” ตามมาตรฐานสากล พร้อมอธิบายการนำระบบบาร์โค้ดมาใช้เพื่อยกระดับความปลอดภัย ป้องกันบัตรปลอม และบัตรข้ามเขต โดยกระบวนการทั้งหมดถูกออกแบบมาให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ แต่ไม่มีใครเห็นว่าใครเลือกใคร
สรุป 4 ประเด็นหลักที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ยืนยันเพื่อความมั่นใจ
- สิทธิเลือกตั้งต้อง “ทางตรงและลับ”: ตามหลักปฏิญญาสากล UN ประชาชนต้องลงคะแนนด้วยตนเองและไม่มีใครรู้ว่าเราเลือกใคร ซึ่งระบบปัจจุบันยังคงรักษาหลักการนี้ไว้อย่างเคร่งครัด
- บาร์โค้ดมีไว้เพื่อ “ความปลอดภัย”: บาร์โค้ดไม่ได้มีไว้ระบุตัวตนผู้ลงคะแนนกับเบอร์ที่เลือก แต่มีไว้เพื่อควบคุมการแจกจ่ายบัตร ป้องกันการสลับบัตร หรือการนำบัตรจากหน่วยอื่นมาสวมสิทธิ์
- ระบบตรวจสอบแบบแยกส่วน (Separation of Power): คณะกรรมการการเลือก ออกแบบให้คนตรวจบัญชีรายชื่อ คนจ่ายบัตร และคนเก็บรักษาบัตรเป็นคนละชุดกัน เอกสารสำคัญ (ต้นขั้ว/บัตร/บัญชี) จะถูกแยกเก็บคนละที่และล็อกอย่างแน่นหนา จะเปิดได้ต้องมี “คำสั่งศาล” เท่านั้น
- กรณีดราม่าภาพหลุดบัตร: เลขาฯ คณะกรรมการการเลือก ชี้แจงว่าภาพที่ปรากฏเป็นการถ่ายบัตรเปล่าก่อนส่งให้ผู้มีสิทธิ ซึ่งบัตรนั้นยังไม่ได้ลงคะแนน อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวถือว่าผิดระเบียบเจ้าพนักงาน ขณะนี้พบผู้กระทำผิด 2 ราย และจะดำเนินการตามกฎหมายทันที
เจาะลึกระบบจัดเก็บ 3 ส่วน: ทำไมต้องมีคำสั่งศาลถึงจะเปิดหีบได้?
หัวใจสำคัญที่เลขาธิการกกต. เน้นย้ำคือ “ระบบสอบทานซึ่งกันและกัน” (Check and Balance) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งสามารถระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้ โดยมีการแยกส่วนเอกสารดังนี้
- ส่วนที่ 1: บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (ที่มีลายเซ็นหรือรอยนิ้วมือเรา) จะถูกจัดเก็บไว้กับ สนง. คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัด
- ส่วนที่ 2: ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง (ที่มีเลขเล่มและเลขลำดับ) จะถูกเก็บแยกใส่ถุงเฉพาะและรัดสายรัดอย่างแน่นหนา
- ส่วนที่ 3: บัตรเลือกตั้งในหีบ (บัตรที่เราหย่อนลงไป) ซึ่งจะไม่มีชื่อหรือสัญลักษณ์ใดๆ ระบุตัวตนผู้เลือก
ทำไมต้องใช้คำสั่งศาล?
เพราะการจะพิสูจน์ว่า “นาย ก. เลือกใคร” นั้น เจ้าหน้าที่ต้องนำเอกสารทั้ง 3 ส่วนมาเทียบรหัสกัน ซึ่งตามกฎหมายถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างรุนแรง กระบวนการนี้จึงจะทำได้เฉพาะในกรณีที่มีการร้องเรียนเรื่องทุจริตอย่างมีนัยสำคัญ และต้องได้รับอนุมัติจากศาลเท่านั้น เพื่อเป็นการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของประชาชนทุกคน
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ : คณะกรรมการการเลือกตั้ง ลุยฟันทุจริต



