โอกาสทองชาวไร่ยาสูบ หลังการยาสูบฯ เคาะขยายเวลารับซื้อใบยาเวอร์ยิเนีย-เบอร์เลย์ ชี้มีโอกาสสร้างรายได้ผู้ปลูกเพิ่มขึ้น หลังพบใบยาได้รับผลกระทบสภาพอากาศแปรปรวน
- พบปัญหาสภาพอากาศ ส่งผลกระทบต่อกระบวนการเพาะปลูก เก็บเกี่ยวเป็นวงกว้าง
- ชี้ขยายเวลารับซื้อ ช่วยให้ชาวไร่มีระยะเวลาในการจำหน่ายใบยาสูบให้ ยสท. เพิ่มขึ้น
- ยืนยันการยาสูบฯ พอเคียงข้างเกษตรกรชาวไร่ และให้การสนับสนุนในทุกมิติ
นายภูมิจิตต์ พงษ์พันธุ์งาม ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนเกษตรกรชาวไร่ยาสูบในจังหวัดเพชรบูรณ์ ว่า ในฤดูการผลิต ปี 2567/2568 เกษตรกรผู้เพาะปลูกใบยาสูบต้องเผชิญกับปัญหาสภาพอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการเพาะปลูก และเก็บเกี่ยวเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะสถานการณ์ฝนตกหนัก และอุทกภัยในช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน 2567
โดยเหตุดังกล่าวส่งผลให้การเพาะปลูกล่าช้า และเมื่อต้นยาสูบเจริญเติบโตในช่วงเดือนธันวาคม 2567 – มกราคม 2568 ก็ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นกว่าปกติในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคเหนือตอนล่าง จึงส่งผลให้ใบยาสูบแก่ช้าลง ชาวไร่จึงต้องใช้เวลานานขึ้นในการเก็บเกี่ยว และยังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานคัดแยกเกรดของใบยา

นายภูมิจิตต์ กล่าวว่า เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว ยสท. จึงได้เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการรับซื้อใบยาสูบออกไปสำหรับใบยาสูบพันธุ์เวอร์ยิเนีย รุ่นต้นฤดู จากเดิมมีกำหนดสิ้นสุดวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 ขยายระยะเวลาจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 และใบยาสูบพันธุ์เบอร์เลย์ รุ่นกลางฤดู จากเดิมมีกำหนดสิ้นสุดวันที่ 11 เมษายน 2568 ขยายระยะเวลาเป็นวันที่ 30 เมษายน 2568
“การขยายเวลาในครั้งนี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรชาวไร่ยาสูบ เพราะช่วยให้ชาวไร่มีระยะเวลาในการจำหน่ายใบยาสูบให้กับ ยสท. เพิ่มขึ้น เนื่องจากใบยาเวอร์ยิเนียรุ่นต้นฤดู จะมีราคาสูงกว่ารุ่นปลายฤดู กิโลกรัมละ 3 บาท และใบยาเบอร์เลย์รุ่นกลางฤดู จะมีราคาสูงกว่ารุ่นปลายฤดู กิโลกรัมละ 2 บาท จึงส่งผลให้ชาวไร่ยาสูบ มีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้น จากการขยายเวลารับซื้อใบยาในฤดูกาลนี้”
นายภูมิจิตต์ กล่าวด้วยว่า นอกจากมาตรการขยายเวลารับซื้อแล้ว ยสท. ยังคงเดินหน้าสนับสนุนชาวไร่ยาสูบอย่างเต็มที่ ด้วยนโยบาย รับซื้อใบยาสูบไม่จำกัดจำนวน เฉพาะสายพันธุ์เบอร์เลย์ และเตอร์กิช ซึ่งถือเป็นของขวัญให้แก่ชาวไร่ ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มโควตารับซื้อใบยาเวอร์ยิเนียอีกในปีหน้า
ทั้งนี้ ยสท. ยืนยันที่จะเคียงข้างเกษตรกรชาวไร่ยาสูบ และให้การสนับสนุนในทุกมิติ เพราะ ยสท. ตระหนักถึงความสำคัญของชาวไร่ในฐานะฟันเฟืองสำคัญของอุตสาหกรรมยาสูบไทย และยังคงดำเนินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรในทุกด้าน เช่น โครงการฝึกอบรมและศึกษาดูงาน เพื่อเพิ่มศักยภาพการเพาะปลูก โครงการสนับสนุนแหล่งน้ำและระบบน้ำหยด ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

รวมถึงโครงการศูนย์เผยแพร่การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน ช่วยให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมี โครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ พร้อมเยียวยาและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่นการสนับสนุนงบประมาณให้โรงบ่มใบยาเบอร์เลย์ สำหรับโรงบ่มสร้างใหม่ โรงละ 50,000 บาท และการต่อเติมโรงบ่มเดิม โรงละ 30,000 บาท โดยในปี งบประมาณ 2567 ชาวไร่ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ได้รับการสนับสนุนก่อสร้างโรงบ่มจำนวน 19 โรง และต่อเติมโรงบ่มอีกจำนวน 20 โรง
“ยสท. พร้อมเป็นแรงสนับสนุนหลักให้กับชาวไร่ยาสูบ และยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานภายใต้แนวทางที่สมดุลระหว่างภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และสังคม เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชาวไร่ พร้อมพัฒนาอุตสาหกรรมยาสูบไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน”



