จุลพันธ์ รมช.คลัง เผยชัด ‘ดิจิทัล วอลเล็ต’ เฟส 3 ให้แน่ไตรมาส 2 ปีนี้ ลั่นเฟสที่ 3 นี้จะเป็นการแจกเงิน 10,000 บาทให้คนที่ลงทะเบียนผ่านแอปฯ ทางรัฐ มีคุณสมบัติตามที่กำหนด
- เผยแจกเงินหมื่นเฟส 3 จะเป็นการแจกเงินผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์
- ไม่สามารถถอนออกมาเป็นเงินสดได้ สามารถใช้จ่ายได้ตามร้านค้าที่ลงทะเบียนไว้กับกระทรวงการคลัง
- พร้อมต้องใช้จ่ายในรอบแรก อยู่ภายในเขตอำเภอ ตามบัตรประชาชนของแต่ละคนเท่านั้น
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันให้การขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศไทย ในปี 68 ขยับถึง 3.5% โดยนายจุลพันธ์ กล่าวภายหลังการเป็นประธานการประชุมการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 45 มาตรการ เพื่อเป็นมาตรการช่วยผลักดันเศรษฐกิจในปีนี้
ทั้งนี้ สำหรับในรายละเอียดของมาตรการ ยังจำเป็นต้องมีการพิจารณาในคณะอนุกรรมการชุดนี้อีกครั้ง ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว จะต้องเสนอให้คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป
ทั้งนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาดังกล่าว เช่น โครงการดิจิทัล วอลเล็ต (Digital Wallet) เฟสที่ 3 ที่จะเริ่มโครงการได้ภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 68 นี้ โดยโครงการ Digital Wallet เฟสที่ 3 นั้นจะเป็นการแจกเงิน 10,000 บาท ให้กับคนที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ และมีคุณสมบัติตามที่กำหนด เช่น มีรายได้พึงประเมินในปีภาษี 2023 ไม่เกิน 8.4 แสนบาท และมีเงินในบัญชีสถาบันการเงิน ไม่เกิน 5 แสนบาท ณ 31 มีนาคม 2024
นายจุลพันธ์ กล่าวด้วยว่า การแจกเงินหมื่นในโครงการ Digital Wallet เฟสที่ 3 นั้นจะแตกต่างจากสองเฟสแรกโดยเฟสที่ 1 แจกให้กับคนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และคนถือบัตรคนพิการ 1.4 ล้านคน
ส่วนเฟสที่ 2 ได้แจกให้กับคนสูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป 3 ล้านคน โดยทั้ง 2 เฟสแรก เป็นการเงินในกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของ “เป๋าตัง” และผู้ที่ได้รับสามารถถอนออกมาเป็นเงินสดใช้จ่ายที่ใดก็ได้
ทั้งนี้ ส่วนเฟสที่ 3 จะเป็นการแจกเงินผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ที่ไม่สามารถถอนออกมาเป็นเงินสดได้ แต่สามารถใช้จ่ายได้ตามร้านค้าที่มีการลงทะเบียนไว้กับกระทรวงการคลัง และจะต้องใช้จ่ายในรอบแรก อยู่ภายในเขตอำเภอตามบัตรประชาชนของแต่ละคนเท่านั้น
นายจุลพันธ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากมาตรการแจกเงินดังกล่าวแล้ว คณะอนุกรรมการชุดนี้ ยังได้พิจารณาถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านอื่นๆอีก เช่น มาตรการอสังหาริมทรัพย์ ที่จะมีการออกสินเชื่อจากสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงมาตรการลดรายจ่ายให้กับประชาชน ผ่านโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายของรัฐบาล
ทั้งนี้ โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยนั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จะต้องมีการดำเนินการที่เป็นโครงการระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว แต่ในรายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยเมื่อวันที่ 30 ม.ค.68 ทางสำนักงานเศรษฐกิจกระทรวงการคลัง (สศค.) ได้คาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 68 ว่า การขยายตัวโดยเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 3% โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ที่ 2.5 -3.5%
ทั้งนี้ สศค.ยังได้ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 68 จะสามารถขยายไปถึงกรอบบนของการประมาณการ หรือสามารถขยายตัวได้ถึง 3.5% ด้วยการบริหาร 5 ปัจจัยดังต่อไปนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มจีดีพีได้เพิ่มขึ้นอีก 0.5 % คือ 1.เร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุน จากเป้าหมายที่ 75 % เป็น 80 % ซึ่งจะเพิ่มเม็ดเงินลงทุนภาครัฐอีก4.65 หมื่นล้านบาท จะช่วยเพิ่ม GDPในปีนี้ได้อีก 0.11%
2.เร่งการใช้จ่าย โครงการ digital wallet เฟสที่สามที่คาดว่าจะเริ่มภายในไตรมาสที่สองของปีนี้ จะช่วยเพิ่ม GDP ได้อีก 0.1% 3.โครงการบ้านเพื่อคนไทย คาดว่าจะมีการลงทุนในปลายปีนี้ราว 830 ล้านบาท จะช่วยเพิ่ม GDPได้อีก 0.002%
4.กระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงที่ไทยเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ในปลายปีนี้ อีก 5 แสนคน จากคาดการณ์ในปีนี้ ที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 38.5 ล่นคน จะช่วยเพิ่มจีดีพี ได้อีก 0.15% และ 5.การเร่งรัดโครงการลงทุนของเอกชนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก BOI โดยเฉพาะโครงการ Data Center และ Cloud Region ซึ่งหากมีการลงทุนจริงจะมีเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 75,000 ล้านบาท จะเพิ่มจีดีพี ได้อีก 0.19%



