“พิชัย” รมว.พาณิชย์ ชูวิสัยทัศน์ จ่อยกระดับการค้าไทย มั่นใจรัฐบาลจะพาเศรษฐกิจไทย เติบโตได้ต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้าเจรจา FTA ไทย-อียู ให้จบในปี 68
- เน้นความสำคัญการพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก
- เผยการส่งออกไทย ธ.ค.67 ขยายตัว 8.7% และตลอดทั้งปี 67 ขยายตัวถึง 5.4%
- จ่อเตรียมประกาศให้โลกเห็นว่า ประเทศไทยกลับมาอยู่ในแผนที่โลกอีกครั้ง
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในงานฉลองครบรอบ 3 ปี ของสำนักข่าว The Better ที่จัดขึ้น ณ SCBX Next Tech ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยภายในงานนี้ นายพิชัย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ยกระดับการค้าไทย ยืนหนึ่งในเวทีโลก” โดยเน้นถึงความสำคัญของการพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก พร้อมชี้ให้เห็นผลงานของรัฐบาล ภายใต้การนำของ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งการเติบโตด้านการส่งออกการลงทุน และการขยายตัวของเศรษฐกิจ
นายพิชัย กล่าวว่า จากข้อมูลการเติบโตทางเศรษฐกิจ พบว่าการส่งออกของไทยในเดือนธันวาคม 2567 ขยายตัวถึง8.7% และตลอดทั้งปี 2567 ขยายตัวถึง 5.4% ขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศก็เพิ่มขึ้น มีการลงทุนสูงถึง 1.13 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา ซึ่งการลงทุนที่หลั่งไหลเข้ามา และการขยายตัวของการส่งออก เป็นเหมือนปรากฏการณ์Snowball Effect ที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
พร้อมตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเกิน 3% ในปีนี้ และขยับไปสู่ 5% ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนี้สินและรายได้ของประชาชนยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แม้ภาพรวม GDP ไทยจะเติบโต แต่ที่บางคนรู้สึกว่าเศรษฐกิจยังไม่ดี ก็เพราะหนี้ค้างเดิมสมัยก่อน แต่รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร กำลังเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างจริงจัง หากปัญหาหนี้คลี่คลายลง เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน
ทั้งนี้ รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ มีนโยบายสำคัญในการเร่งเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศ โดยล่าสุดคือความสำเร็จของ FTA ไทย-เอฟตา ที่ประกอบด้วยสมาชิก 4 ประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์และลิกเตนสไตน์ ที่สามารถเร่งรัดการเจรจาจนสำเร็จในเวลาเพียง 3 เดือน ซึ่งเป็น FTA ฉบับที่มีความทันสมัย และมีมาตรฐานสูงเป็นการประกาศให้โลกเห็นว่า ประเทศไทยกลับมาอยู่ในแผนที่โลกอีกครั้ง
“FTA จะเป็นแต้มต่อสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย และจะเดินหน้าผลักดัน FTA กับประเทศอื่นๆ เช่น สหภาพยุโรป (EU) อิสราเอล ภูฏาน ยูเออี เกาหลีใต้ แคนาดา และอังกฤษ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้เร่งรัดให้จัดทำ FTA กับอียู 27 ประเทศให้สำเร็จในปีนี้” นายพิชัย กล่าว
นายพิชัย กล่าวต่อว่า การดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทย เช่น การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ PCB Data Center และ AI ซึ่งต่างประเทศให้ความสนใจในการเข้ามาลงทุนเป็นอย่างมาก เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพด้านพลังงาน มีไฟฟ้าที่มั่นคงและเพียงพอ ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ มีไฟฟ้าสำรองถึง 16,000 เมกะวัตต์ โดย 29% เป็นพลังงานสะอาด(Green Energy) มาจากสมัยที่ตนเคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน และประเทศไทยมีความเป็นกลาง ทุกประเทศรักเรา อเมริกาก็รักเรา จีนก็รักเรา
นอกจากนั้น รัฐบาลยังมีแผนดึงดูดผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาร่วมพัฒนาด้านดิจิทัล เปิดโอกาสให้คนเก่งจากทั่วโลกที่เป็น Digital Nomad เข้ามาทำงานในประเทศไทย และขอให้คนไทยเร่งพัฒนาศักยภาพด้าน AI เพื่อเป็นโอกาสของการทำงานในอนาคต
นายพิชัย ยังกล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาภาคเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย โดยกระทรวงพาณิชย์จะส่งเสริมสินค้า GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) และพัฒนาสินค้าที่เป็น Thailand Next Level เพิ่มมูลค่าให้สินค้าไทย และสร้าง Thailand Brand เพื่อการันตีคุณภาพสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้า SME ที่มีศักยภาพให้สินค้าเป็นที่ยอมรับในระดับโลก
สำหรับการส่งเสริมอาหารไทยจะพลิกโฉม Thai SELECT เป็นตราสัญลักษณ์ที่กระทรวงพาณิชย์ มอบให้กับร้านอาหารไทย ให้เทียบชั้นมิชลิน และจะป้องกันปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพจากต่างประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ตนเป็นประธานคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้า และธุรกิจต่างประเทศ ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย
โดยจับมือกับ 16 หน่วยงาน ร่วมกันแก้ปัญหาไขปัญหา ซึ่งสามารถลดปัญหาสินค้าด้วยคุณภาพที่ทะลักเข้ามาในประเทศได้ถึง 27% ใน 1 เดือน และเดือนที่ 2 ลดลงถึง 20% และการแก้ปัญหานอมินี ได้ดำเนินคดีไปแล้ว 747 คดีมูลค่าความเสียหายกว่า 11,000 ล้านบาท
“ยืนยันว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทย กำลังดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขอให้คนไทยมั่นใจในการทำงานรัฐบาลนายกฯแพทองธารและกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งมั่นจะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้เกิดขึ้นต่อเนื่องในอนาคต ทั้งการค้าการ การลงทุนและการขยายตัวของเศรษฐกิจ” นายพิชัย กล่าว



