“พิพัฒน์” สั่ง รฟท.ศึกษาสร้างต่อขยาย“ระยอง – จันทบุรี – ตราด“หวัง จูงใจเอกชนย้ำไม่แก้สัญญาเดิม หวังเพิ่มความคุ้มค่า-หนุนท่องเที่ยวอีอีซี สั่งสรุปรายละเอียดภายใน4 เดือน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา) ว่ามีแนวคิดออปชั่นเสริมเพื่อขยายเส้นทางโครงการออกไปยังจังหวัดระยอง – จันทบุรี-ตราด ซึ่งถือเป็นส่วนต่อขยายใหม่จากปลายทางเดิมที่สนามบินอู่ตะเภา จังหวัดระยอง เพื่อเพิ่มศักยภาพและความคุ้มค่าของโครงการ หลังพบว่าโครงการเดิมที่เชื่อมต่อเพียง 3 สนามบินอาจมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและการเงินไม่เพียงพอ เนื่องจากจำนวนผู้โดยสารอาจไม่ถึงเป้าหมาย และผู้ประกอบการเองก็ประสบปัญหาด้านเงินทุนในการดำเนินโครงการ
อย่างไรก็ตามภายในสิ้นเดือน ต.ค.นี้ จะนัดหารือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมกับการดำเนินโครงการนี้ โดยยืนยันว่าจะต้องเดินหน้าโครงการให้สอดคล้องกับความเห็นของอัยการสูงสุด ซึ่งทราบมาว่ามีความเห็นเกี่ยวกับประเด็นการแก้ไขสัญญาร่วมทุน โดยจะมีการปรับรูปแบบการจ่ายเงินสนับสนุนของรัฐ จากเดิมสร้างเสร็จแล้วจ่าย ปรับเป็นจ่ายเป็นงวดงานในลักษณะสร้างไปจ่ายไป ซึ่งขัดกับหลักการของสัญญา โดยหากอัยการมีความเห็นเช่นนี้ แน่นอนว่าจะไม่ดำเนินการแก้ไขสัญญา เพราะถือเป็นกระทำที่ผิดกฎหมาย
“แนวคิดที่จะเจรจาเพื่อหาแรงจูงใจในการลงทุนโครงการนี้เพิ่มขึ้น เจรจากับเอกชนคู่สัญญา คือ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) เพื่อรับดำเนินโครงการช่วงส่วนต่อขยายจากท่าอากาศยานอู่ตะเภาไปยังเมืองระยอง จันทบุรี และสิ้นสุดที่ตราด ซึ่งถือเป็นส่วนต่อขยายที่จะจูงใจให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น มีผู้โดยสารมากขึ้น และคุ้มค่าต่อการลงทุนเพื่อเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภาคตะวันออก อาทิ เกาะช้าง และพื้นที่เศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เข้ากับระบบขนส่งหลักของประเทศ ”นายพิพัฒน์ กล่าว
“หากมีการต่อขยายเส้นทางไปจนถึงตราด จะทำให้รถไฟความเร็วสูงไม่ใช่แค่ระบบขนส่งระหว่างสนามบินเท่านั้น แต่จะกลายเป็นโครงข่ายหลักของการเดินทางและการท่องเที่ยวในภาคตะวันออก ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสารและสร้างความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจให้โครงการได้จริง โดยกระทรวงคมนาคมจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อรับฟังความคิดเห็นและประเมินศักยภาพของโครงการในเชิงพื้นที่
อย่างไรก็ตามจากนั้น จะมีการเจรจากับผู้ประกอบการโครงการเดิม เพื่อเสนอแนวทางออปชั่นใหม่พร้อมพิจารณาถึงผลตอบแทนที่รัฐจะได้รับและสิ่งที่ภาครัฐสามารถสนับสนุนเพิ่มเติมได้ โดยจะมอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ทำการศึกษาความเป็นไปได้ของเส้นทางขยาย ทั้งในด้านระยะทาง ต้นทุนลงทุน ผลตอบแทน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าให้สรุปเรื่องนี้ภายใน 4 เดือน



