“คลัง-ธปท.” ออกมาตรการคุมเข้ม สั่งส่งข้อมูลให้สรรพากร พร้อมศึกษาเก็บภาษีเฉพาะ กำหนดเพดานการซื้อขายแต่ละวัน
โดยนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าว่า จากการหารือร่วมกันของ 3 หน่วยงาน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จึงมีความเห็นร่วมกันที่จะออกแนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์ค่าเงินบาท ดังนี้ 1.ให้กรมสรรพากรพิจารณาแนวทางการกำหนดให้ผู้ให้บริการซื้อขายทองคำในลักษณะการลงทุนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์นำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายทองคำดังกล่าวให้แก่กรมสรรพากรเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มสินค้าหรือบริการออนไลน์ที่มีการนำส่งข้อมูลรายรับที่ได้จากผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการผ่านแพลตฟอร์มให้แก่กรมสรรพากรผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้วในปัจจุบัน โดยให้เริ่มภายในเดือนม.ค.69

2.ให้กรมสรรพากร ไปพิจารณาความเหมาะสมในการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากกิจการขายทองคำแท่งของร้านทองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และ3. ธปท. พิจารณาแนวทางการกำกับปริมาณการทำธุรกรรมทองคำ เช่น การกำหนดเพดานวงเงินการซื้อขายทองคำในแพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) เพื่อออกเป็นประกาศกระทรวงการคลัง ให้อำนาจธปท.ดำเนินการกำกับธุรกิจทองคำ
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปี68 ค่าเงินบาทแข็งค่า 9.4% และเฉพาะในเดือนธ.ค.นี้ แข็งค่า 4.2% ซึ่งแข็งค่ากว่าสกุลเงินในภูมิภาค ถือว่าเร็วมาก ไม่สะท้อนปัจจัยภาวะเศรษฐกิจในประเทศแต่อย่างใด ขณะที่มูลค่าการซื้อขายทองคำสูงกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยมีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ย 65,937 ล้านบาท สูงสุด 255,566 ล้านบาท ขณะที่ตลาดหุ้นไทย มูลค่าอยู่ที่ 42,427 ล้านบาท สูงสุด 74,437 ล้านบาท
สำหรับปริมาณการซื้อขายทองคำในแต่ละวันมีมูลค่ารวมสูงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนในบางช่วงเวลามีปริมาณการซื้อขายสูงในระดับที่ใกล้เคียงกับปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ และส่งผลให้กลุ่มบริษัททองคำเข้าซื้อขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในสัดส่วนที่สูงขึ้นมาก จนบางครั้งเกิดการขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ สุทธิมากถึง 40-50% ของปริมาณการขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯสุทธิของทั้งประเทศในช่วงนั้น ๆ ส่งผลกดดันโดยตรงต่อค่าเงินบาทให้แข็งค่าขึ้นเร็ว ส่งผลกดดันให้เงินบาทแข็งค่าเร็วนำสกุลภูมิภาค และผันผวนไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดีในช่วงที่ผ่านมาธปท.ได้ผลักดันให้การซื้อขายทองคำไปอยู่ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อลดผลกระทบต่อค่าเงินบาท รวมทั้งได้เพิ่มความเข้มงวดในการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศของกลุ่มบริษัททองคำ และให้กลุ่มผู้ค้าทองคำรายใหญ่รายงานข้อมูลการทำธุรกรรมซื้อขายทองคำโดยละเอียด แต่ธุรกรรมการซื้อขายทองคำยังคงสูงต่อเนื่อง
ทั้งนี้ปัจจุบันมีการค้าขายผ่านผู้ค้าทองคำ 15 รายใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี2563-2567 โดยปี67 มูลค่าอยู่ที่ 39% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ(จีดีพี) และปี68 มูลค่าเกิน 50% ของจีดีพี ขณะที่ธุรกิจทองคำ ไม่มีการกำกับดูแล ต่างจากตลาดหุ้นที่มีทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และ ก.ล.ต. ดังนั้นควรถึงเวลากำกับดูแลธุรกิจทองคำในประเทศไทย
“การเข้าไปกำกับดูแลธุรกิจทองคำ จะเน้นเฉพาะการทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก และเจาะลึกลงไปสำหรับการซื้อขายทองคำแบบเก็งกำไร และรายใหญ่วันละ 100-1,000 ล้านบาท วันละหลายรอบ โดยปัจจุบันผู้ค้าทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มี 15 ราย มีรายใหญ่ 3-4 ราย การซื้อขายทองคำในปัจจุบัน 80% เป็นการซื้อขายแพลตฟอร์มออนไลน์ และอีก 20% เป็นการซื้อขายผ่านร้านทอง ซึ่งมีทองคำเป็นสินทรัพย์ แต่การซื้อขายทองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ไม่มีทองเป็นสินทรัพย์ ดังนั้นการกำกับดูแลจะไม่เน้นร้านทองคำแต่อย่างใด”
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่มีข้อสังเกตว่า การซื้อขายเหรียญคริปโต ( USDT) ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทแข็งค่า เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากปริมาณธุรกรรมซื้อขาย USDT รวมถึงยอดการแลก USD เป็น THB ของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล คิดเป็นเพียง 1.22% และ 0.17% ของยอดเงินทุนไหลเข้าประเทศ มีจำนวน 29.1 ล้านล้านบาท จึงไม่มีนัยยะต่อค่าเงิน



