ดีอี ประกาศความพร้อมการเป็นเจ้าภาพจัดงาน ‘Global ISO Conference 2025’

กดแชร์

ดีอี จับมือ ก.อุตฯ และ สภาอุตสาหกรรม ประกาศความพร้อมการเป็นเจ้าภาพจัดงาน
‘Global ISO Conference 2025’ ต้อนรับผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานซอฟต์แวร์จากทั่วโลก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า พร้อมด้วย กระทรวงอุตสาหกรรม โดย สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงความพร้อมการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global ISO Conference 2025 การประชุมประจำปีของคณะอนุกรรมการด้านซอฟต์แวร์และวิศวกรรมระบบ (ISO/IEC JTC1/SC7) ที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 13 มิถุนายน 2568 ณ อาคารดีป้า สำนักงานใหญ่ ซอยลาดพร้าว 10

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี กล่าวว่า ที่ผ่านมา กระทรวงดีอี พร้อมด้วยหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวง และเครือข่ายพันธมิตรร่วมขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล รองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล อาทิ การดึงดูดการลงทุน Data Center และ Cloud จากบริษัทเทคโนโลยีดิจิทัลระดับโลกที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี อย่าง AWS, Microsoft และ Google การแก้ไขปัญหาสินค้าและบริการดิจิทัลที่ไม่มีคุณภาพและมาตรฐานผ่านกลไกบัญชีบริการดิจิทัล และการสร้างความเชื่อมั่นแก่นานาประเทศต่อการขับเคลื่อนงานด้านดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเทคโนโลยี AI โดยประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of Artificial Intelligence 2025 ระหว่างวันที่ 24 – 27 มิถุนายน เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เจรจาความร่วมมือระดับรัฐมนตรี ซึ่งจะนำไปสู่การจัดทำนโยบาย หรือข้อริเริ่มในการขับเคลื่อนงานระหว่างประเทศด้วย AI ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่ไทยจะได้แสดงศักยภาพด้าน AI ต่อสายตาชาวโลก และเปิดโอกาสการพัฒนาหรือต่อยอดงานกับนานาประเทศ

“สำหรับงาน Global ISO Conference 2025 จะเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และกำหนดมาตรฐานในระดับสากลเพื่อพัฒนามาตรฐานซอฟต์แวร์ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และจะช่วยให้คนไทยได้ใช้สินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ในราคาเป็นธรรม ซึ่งการประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีของผู้กำหนดมาตรฐานระดับโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสทองของประเทศในการสร้างความน่าเชื่อถือ ความร่วมมือ และอนาคตของเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคงและยั่งยืน” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าวว่า คณะอนุกรรมการด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์และระบบ หรือ ISO/IEC JTC 1/SC 7 เป็นหน่วยงานย่อยภายใต้การกำกับของ ISO และ IEC ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจัดทำมาตรฐานสากลด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์และระบบ ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการพัฒนา การจัดการ การประกันคุณภาพ การประเมินผล การดูแลรักษา ไปจนถึงแนวทางด้านจริยธรรมและความน่าเชื่อถือของระบบสารสนเทศและซอฟต์แวร์ ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย สามารถทำงานร่วมกันได้ และสอดคล้องกับกฎหมายหรือข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก โดยงาน Global ISO Conference 2025 ถือเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนความรู้และความเห็นเชิงเทคนิค เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐานให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยมีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ รวม 21 ประเทศเข้าร่วมประชุม

“การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน Global ISO Conference 2025 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับบทบาทของไทยในเวทีมาตรฐานดิจิทัลระดับสากล ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านมาตรฐานซอฟต์แวร์และระบบในภูมิภาคได้อย่างแท้จริง อีกทั้งเป็นโอกาสในการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรของประเทศให้สามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนามาตรฐานสากล ทั้งในเชิงเทคนิคและเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมดิจิทัลในประเทศ”

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวต่อว่า Global ISO Conference 2025 ยังถือเป็นเวทีสำคัญที่ประเทศไทยจะได้แนะนำ dSURE ตราสัญลักษณ์ที่มอบให้กับผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัลของไทยที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัยในการใช้งาน (Safety) ความสามารถในการทำงาน (Functionality) และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) โดย ดีป้า ได้รับความร่วมมือจากสภาอุตสาหกรรมในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยได้รับมาตรฐานระดับสากลที่เป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่จะทำให้ต่อยอดสู่การขึ้นทะเบียน “บัญชีบริการดิจิทัล” แหล่งรวบรวมสินค้า/บริการดิจิทัลจากผู้ประกอบการและผู้ให้บริการดิจิทัลไทยที่มีคุณสมบัติครบถ้วน เป็นไปตามข้อกำหนดด้านมาตรฐาน คุณภาพ ราคาสมเหตุสมผล ซึ่งจะช่วยสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานและภาคธุรกิจ โดยทั้งสองกลไกเป็นตัวอย่างสำคัญของการสร้างมาตรฐานภายในประเทศที่สามารถต่อยอดสู่การยอมรับในระดับสากล


กดแชร์
ข่าวล่าสุด
- Advertisement -spot_img
Latest Articles