นาโต้ (NATO) กำลังพิจารณาเรียกคืนโครงการ เส้นทางสายไหม (China’s Belt and Road Initiative) หรือ BRI ของจีน ที่ลงทุน ในโครงสร้างพื้นฐานของยุโรป เหตุจากความกังวลว่า โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ จะถูกนำไปใช้ เพื่อการสงคราม หากความขัดแย้ง กับรัสเซีย ขยายวงสู่ภาคตะวันออกของทวีปยุโรป
เมื่อทศวรรษที่ผ่านมา ยุโรปเผชิญวิกฤตการเงินโลก คำสัญญาของจีน ที่จะระดมทุนดำเนินโครงสร้างพื้นฐานของยุโรป ดูจะเป็นโชคครั้งใหญ่ ตัวอย่าง เส้นทางสายไหมที่จีนลงทุน คือ โครงการทางรถไฟบูดาเปสต์-เบลเกรด The Budapest-Belgrade railway เชื่อมต่อเมืองหลวงของฮังการีและเซอร์เบีย
แต่ในขณะนี้ สถานการณ์เปลี่ยนไป สงครามแย่งชิงดินแดน ที่ยูเครนรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจนับได้ว่ารุนแรงที่สุด ตั้งแต่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในที่ประชุมสุดยอดผู้นำ เนื่องในโอกาสครบรอบ 75 ปีของ องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organisation – NATO) The NATO 75th anniversary summit ที่จัดขึ้น ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระหว่างวันที่ 9 – 11 กรกฎาคม 2567 ประเทศตะวันตกได้ส่งคำเตือนถึงจีน กรณีที่ให้การสนับสนุน รัสเซียรุกรานยูเครน
นาโต้เห็นว่า การลงทุนของจีน ในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ อยู่ในความรับผิดชอบของนาโต้ และชาติพันธมิตร จะหารือกันถึงวิธีการ เรียกคืนโครงการบางส่วน
นาโต้กลัวอะไรจีน ถึงจ้องตัด เส้นทางสายไหม
ความกลัวของนาโต้ คือ จีนสามารถใช้เส้นทางรถไฟ ที่ตัวเองเป็นเจ้าของนี้ ช่วยจัดหาวัตถุ อุปกรณ์ให้แก่รัสเซีย ถ้าความขัดแย้งตึงเครียดยิ่งขึ้น และขยายวงออกไป ดังนั้นเป้าหมายของการเรียกคืนโครงการ ก็เพื่อเป็นการป้องกันล่วงหน้า
การที่นาโต้พูดถึงประเด็นนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ชาติสมาชิกนาโต้เพ่งเล็งจีนมากขึ้น ดูได้จากในที่ประชุมสุดยอดผู้นำนาโต้ เมื่อวันพุธที่ 10 กรกฎาคม 2567 นาโต้เรียกจีนว่า ผู้เปิดทางของรัสเซีย
“ความเป็นหุ้นส่วน ทางยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้ง ระหว่างรัสเซียและจีน รวมถึงความพยายามร่วมกันของทั้ง 2 ชาติ ในการตัดราคา และปรับเปลี่ยนระเบียบระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างมาก”
การเรียกคืนโครงสร้างพื้นฐานของจีน ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ทูตนาโต้เสนอสหรัฐฯ ให้หารือในระดับทวิภาคี เพื่อการสนับสนุนที่จำเป็นแก่กัน
สงครามส่งผลถึงเศรษฐกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้
เส้นทางรถไฟที่เชื่อมต่อยุโรปตะวันออกไปยังจีน ตลอดจนท่าเรือที่ตั้งอยู่ในทะเลเหนือ และทะเลบอลติก จีนลงทุนไปหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ภายใต้โครงการ เส้นทางสายไหม Belt & Road Initiative ซึ่งประเทศต่างๆ ในยุโรปเริ่มลงนามในปี 2556
กรณีที่สงครามปะทุขึ้นในยุโรป โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ จะกลายเป็นของกลาง และถูกควบคุมการปฏิบัติงานชั่วคราว ภายใต้เงื่อนไขของการรักษาความปลอดภัย ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ถ้าเป็นเช่นนื้ จีนสามารถฟ้องร้องต่อศาลได้
ตัวอย่างการเทคโอเวอร์ หรือการขายคืนกิจการ ยุโรปบังคับให้รัสเซียขายทรัพย์สินภายหลังมีการรุกรานยูเครนในปี พ.ศ. 2565 ใช้เวลากว่าปี ที่ฟินแลนด์ปิดกั้นธุรกิจอู่ต่อเรือเฮลซิงกิ บริษัทผู้ผลิตเรือทำลายน้ำแข็ง ซึ่งเป็นของรัสเซีย จนกระทั่งปลายปี พ.ศ. 2566 รัสเซียต้องขายบริษัทนี้ให้กับแคนาดา
การอภิปรายยังขยายขอบเขตธุรกิจ ตั้งแต่เทคโนโลยี ระดับพื้นฐานไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น คอมพิวเตอร์ควอนตัม เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม
เอเชียกำลังถูกดึงเข้าไปเกี่ยวกับสงคราม ?
แอนโทนี บลิงเกน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวในที่ประชุมสุดยอดฯ ว่า สงครามยูเครนอาจเป็นเหตุให้ประเทศต่างๆ ในยุโรปและเอเชีย ต้องเปิดมุมมองด้านความมั่นคง
“ตามคำกล่าวของ นายกรัฐมนตรี คิชิดะ จากญี่ปุ่นที่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในยุโรปวันนี้ อาจเกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกพรุ่งนี้ เมื่อรัสเซียกระทำการรุกรานยูเครน และญี่ปุ่นลุกขึ้นคัดค้าน ถัดไปก็จะเป็นเกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ นี่คือ ความท้าทายที่เชื่อมโยงถึงกัน” บลินเกนกล่าว
ขณะที่สมาชิกส่วนใหญ่ของนาโต้แสดงความกังวลเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานที่จีนเป็นเจ้าของ ฝรั่งเศสพยายามเปลี่ยนประเด็นไปยังแง่มุมอื่นๆ ของเศรษฐกิจ
เจนส์ สโตลเตนเบิร์ก Jens Stoltenberg เลขาธิการนาโต้กล่าวว่า จีนจะต้องได้รับผล จากการสนับสนุนรัสเซีย ทำสงครามกับยูเครน
สรุปสถานการณ์ เส้นทางสายไหม ของจีน
- นาโต้ จะเรียกคืน โครงการที่จีนลงทุน ในโครงสร้างพื้นฐาน ของยุโรป
- การเรียกคืน เพื่อป้องกัน การสนับสนุน รัสเซีย ทำสงครามกับยูเครน
- การเรียกคืน เพื่อป้องกัน จีนฟ้องร้องในอนาคต
- สงครามส่งผลถึง เศรษฐกิจ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่มา : ซีเอ็นเอ็น



