ครึ่งปีแรกปี 69 ต่างชาติลงทุนในไทยแตะ 2 แสนล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปี 68 ถึง 7.61 หมื่นล้านบาท หรือ 68%ญี่ปุ่นครองอันดับหนึ่ง ลงทุน 4.46 หมื่นล้านบาทตามด้วย สิงค์โปร์ 3.78 หมื่นล้านบาท และจีน 3.54 หมื่นล้านบาท
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การลงทุนของคนต่างด้าวในช่วงครึ่งปีแรกของปี2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 640 ราย โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว151ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ 489 ราย มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 187,614 ล้านบาท โดยต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่
1.จีน 110 ราย คิดเป็น 17% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 35,479 ล้านบาท อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม เป็นการให้คำปรึกษาแนะนำสำหรับงานวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุและอุปกรณ์ ก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบอุปกรณ์และระบบของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น แม่พิมพ์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ Printed Circuit Board Assembly เป็นต้น
2.สหรัฐอเมริกา107ราย คิดเป็น 17% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ล 6,043 ล้านบาทอาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจบริการออกแบบ จัดหา ติดตั้ง บำรุงรักษาและซ่อมแซมโครงสร้างและชั้นวางสินค้าที่ทำจากโลหะ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป ชิ้นส่วนเหล็กหล่อขึ้นรูป เม็ดพลาสติก เป็นต้น
3.ญี่ปุ่น 87ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย 44,662 ล้านบาท อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้คำปรึกษาและแนะนำทางเทคนิคในการเลือกเครื่องจักรและอุปกรณ์ การวางผังเครื่องจักร การตรวจสอบชิ้นงานและการปรับปรุงกระบวนการผลิต เป็นต้น ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, ผลิตภัณฑ์โลหะเป็นต้น
4.สิงคโปร์ 83 ราย คิดเป็น13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย 37,867 ล้านบาท อาทิ ธุรกิจผลิตไม้วีเนียร์ ธุรกิจบริการ Data Center ธุรกิจบริการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐผ่านระบบ Thailand National Single Window (NSW) ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น อาหารสัตว์ ชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป ชิ้นส่วนสำหรับระบบโทรคมนาคมแบบใยแก้วนำแสง เป็นต้น
5.ฮ่องกง 59 ราย คิดเป็น 9% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย13,088 ล้านบาท อาทิ ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้บริการติดตั้ง ให้คำปรึกษาและแนะนำเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการตั้งค่า บำรุงรักษา และซ่อมแซมเครื่องจักรอุปกรณ์และระบบต่างๆ เป็นต้น ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งติดตั้งและทดสอบระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานลม สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์ บริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น เครื่องจักรอัตโนมัติ เลนส์สายตาและแว่นสายตา ผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน สูงถึง 307 ราย คิดเป็น 48% ของจำนวนการอนุญาต 640 ราย มูลค่าลงทุน 127,879 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
1.ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Aircraft Engine Case เครื่องจักรอัตโนมัติ ชิิ้นส่วนพลาสติกสำหรับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง 2.ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง อาทิ กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ และกิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในระดับภูมิภาค 3.ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น บริการ Data Center บริการพัฒนาซอฟต์แวร์/แพลตฟอร์ม เป็นต้น ซึ่งตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล และ AI Services
สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 199 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 41 ราย (26%) โดยมีมูลค่าการลงทุน 83,779 ล้านบาท คิดเป็น 45%ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากจีน 69 ราย ลงทุน 28,983 ล้านบาท ,ญี่ปุ่น 28 ราย ลงทุน 22,386 ล้านบาท ,สิงคโปร์ 22 ราย ลงทุน 10,100 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 80 ราย ลงทุน 22,310 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ ธุรกิจซ่อมบำรุง Aircraft Nacelle และชิ้นส่วนของ Nacelle ของอากาศยานทางการทหาร ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยเป็นการให้คำปรึกษาแนะนำสำหรับงานวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจบริการคลังสินค้า ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น แม่พิมพ์ โลหะขึ้นรูปสำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล เป็นต้น
ทั้งนี้เฉพาะเดือนมิ.ย.2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำนวน 112 รายเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 30 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 82 ราย เงินลงทุนทั้งสิ้น 34,056 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจาก จีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ตามลำดับ
มีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 481 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและวิศวกรรมสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม องค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้ AI ในการสร้างแบรนด์ และองค์ความรู้เกี่ยวกับการซ่อมแซมเครื่องมือทางการแพทย์ เป็นต้น
สำหรับธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในเดือนมิ.ย.2569 ได้แก่ ธุรกิจบริการขุดเจาะหลุมปิโตรเลียม ภายในบริเวณพื้นที่แปลงสำรวจที่ได้รับสัมปทานในอ่าวไทย ,ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ชิ้นส่วนรถยนต์ ชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น ,ธุรกิจบริการด้านจัดการพลังงาน โดยเป็นการติดตั้งและบริหารจัดการระบบผลิตน้ำเย็นของโรงแรม ,ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น หุ่นยนต์ ผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม บรรจุภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล เป็นต้น



