กระทรวงคมนาคมชูนโยบาย Airport for Regional Development เร่ง พัฒนาท่าอากาศยานภูมิภาค เปิดมิติใหม่เชื่อมรถโดยสารข้ามประเทศ
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงแนวทางการ พัฒนาท่าอากาศยานภูมิภาค ว่า กระทรวงคมนาคมกำลังเร่งขับเคลื่อนนโยบาย “Airport for Regional Development” เพื่อยกระดับท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยานให้เป็นมากกว่าจุดขึ้น–ลงของอากาศยาน โดยมุ่งหวังให้เป็นประตูเชื่อมโยงประชาชน ตัวเมือง แหล่งท่องเที่ยว พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ และประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากพื้นที่สนามบินภูมิภาคให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อประโยชน์ของประชาชน และการพัฒนาพื้นที่ในทุกมิติ
นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อไปว่า การพัฒนาท่าอากาศยานในระยะต่อไป ต้องให้ความสำคัญกับเส้นทางการเดินทางของผู้โดยสารแบบครบวงจร ตั้งแต่ก้าวออกจากอาคารที่พักผู้โดยสารจนกระทั่งถึงจุดหมายปลายทาง โดยจำเป็นต้องบูรณาการระบบขนส่งทางอากาศเข้ากับโครงข่ายการเดินทางรูปแบบอื่นอย่างเป็นระบบ ทั้งรถโดยสารสาธารณะ รถรับ–ส่ง รถรับจ้างสาธารณะ รถเรียกผ่านแอปพลิเคชัน สถานีขนส่งผู้โดยสาร สถานีรถไฟ ตลอดจนเส้นทางเชื่อมต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยว และศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ
“นโยบาย Airport for Regional Development ไม่ได้หมายถึงการพัฒนาเฉพาะศักยภาพ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกภายในท่าอากาศยานเท่านั้น แต่ต้องทำให้ท่าอากาศยานเป็นส่วนหนึ่งของระบบคมนาคมในพื้นที่ ผู้โดยสารต้องสามารถเดินทางต่อจากท่าอากาศยานไปยังตัวเมือง สถานีขนส่ง สถานีรถไฟ แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่เศรษฐกิจได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และมีค่าใช้จ่ายเหมาะสม” นายภัทรพงศ์กล่าว พร้อมระบุว่า กรมท่าอากาศยานควรสำรวจศักยภาพ และรูปแบบการใช้พื้นที่สนามบินในสังกัด ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ปริมาณผู้โดยสาร สภาพการจราจร ระบบขนส่งสาธารณะที่มีอยู่เดิม และแผนพัฒนาของแต่ละจังหวัด เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาพื้นที่เชื่อมต่อการเดินทางให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง
ด้านนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) กล่าวเสริมว่า กรมท่าอากาศยานได้ขานรับและดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยนำข้อมูลพฤติกรรม และความต้องการของผู้โดยสารมาใช้วางแผนบริหารจัดการพื้นที่ พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับระบบขนส่งเชื่อมต่อ
ปัจจุบัน กรมท่าอากาศยานได้เปิดให้บริการศูนย์ขนส่งผู้โดยสารสาธารณะภายในพื้นที่ท่าอากาศยานไปแล้ว 2 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี และท่าอากาศยานอุบลราชธานี นอกจากนี้ยังได้รับจัดสรรงบประมาณประจำปี 2570 สำหรับก่อสร้างศูนย์ขนส่งฯ แห่งใหม่ ณ ท่าอากาศยานกระบี่ เพื่อรองรับการเชื่อมต่อระหว่างการขนส่งทางอากาศและทางถนน อำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารเดินทางสู่ตัวเมือง และแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างเป็นระบบ
อธิบดีกรมท่าอากาศยาน ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ในส่วนของพื้นที่ให้บริการประชาชน กรมท่าอากาศยานมุ่งเน้นการจัดสรรองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่:
- พื้นที่จอดรับ–ส่งสำหรับรถโดยสารสาธารณะและรถรับ–ส่ง
- จุดบริการรถรับจ้างสาธารณะและรถผ่านแอปพลิเคชันที่เป็นระเบียบเรียบร้อย
- เส้นทางเข้า–ออกและระบบบริหารจัดการจราจรบริเวณหน้าอาคารผู้โดยสาร
- พื้นที่พักคอย ศูนย์บริการข้อมูลการเดินทาง ป้ายบอกเส้นทาง ตารางเวลา และอัตราค่าโดยสารที่ชัดเจน
- สิ่งอำนวยความสะดวกครบครันสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ
- จุดเชื่อมต่อไปยังสถานีขนส่ง สถานีรถไฟ ตัวเมือง และสถานที่ท่องเที่ยว


นอกจากนี้ ในด้านการเชื่อมโยงเส้นทางระหว่างประเทศ ล่าสุดท่าอากาศยานอุดรธานีได้เปิดให้บริการรองรับการเชื่อมต่อรถโดยสารระหว่างประเทศ เส้นทาง “อุดรธานี–ท่าอากาศยานอุดรธานี–นครหลวงเวียงจันทน์” ซึ่งเริ่มเปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2569 ถือเป็นแบบอย่างสำคัญในการนำพื้นที่สนามบินมาสนับสนุนการเดินทางต่อเนื่องระหว่างการขนส่งทางอากาศและทางถนน ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยัง สปป.ลาว ได้ทันทีโดยไม่ต้องย้อนเข้าไปเปลี่ยนรถในตัวเมือง ซึ่งช่วยเพิ่มบทบาทของท่าอากาศยานอุดรธานีในการเป็นประตูสู่ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง พร้อมขับเคลื่อนการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไทยและ สปป.ลาว
นายดนัย กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมท่าอากาศยานมุ่งมั่นบริหารพื้นที่สนามบินให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน เพื่อให้การเดินทางไม่ได้สิ้นสุดอยู่แค่ภายในสนามบิน แต่สามารถเชื่อมโยงต่อไปยังชุมชน และประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างไร้รอยต่อ สอดรับกับเป้าหมายการใช้ท่าอากาศยานเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค ซึ่งกระทรวงคมนาคมจะร่วมมือกับหน่วยงานในสังกัดพัฒนาระบบคมนาคมที่สะดวก ปลอดภัย และยั่งยืนต่อไป
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ : “พิชัย” ย้ำไทยต้องไม่ตกขบวน AI ในยุคโลกเดือด



