ทันที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเผยแพร่ข่าวศาลฯ อ่านคําพิพากษาคดี บริษัท ทรู ดิจิทัลกรุ๊ป จำกัด เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.พิรงรอง รามสูต กรรมการในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยพิพากษาว่า “พิรงรอง” จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จําคุก 2 ปี แต่ได้รับประกันตัวด้วยวงเงิน 120,000 บาท และห้ามออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต
ได้เกิดความคิดเห็นในวงกว้าง ทั้งตั้งวงสนทนาภาษากฎหมาย แสดงความคิดเห็นผ่านสังคมออนไลน์หลากหลายมุมมองมาก ทั้งเห็นใจ “พิรงรอง” เพราะเป็นคนดี เป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ตกเป็นเครื่องมือ ไม่ถูกครอบงำจากเอกชนรายใหญ่ หรือยักษ์ใหญ่ของประเทศ ถึงขั้นออก#SAVEพิรงรอง เพราะได้ทำหน้าที่อย่างถูกต้องแล้ว
ส่วนมุมที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากกรณีกสทช.ไม่มีอำนาจ ทำเกินหน้าที่ ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นั้น เป็นเพราะความเก่งของ “พิรงรอง” ที่ไม่ยอมฟังความเห็นจากสำนักงานกสทช.ที่พยายามอธิบายของขอบเขตอำนาจของกสทช.ตามกฎหมาย ด้วยความมั่นมาก มั่นใจในหลักการของตัวเอง รวมถึงทีมงานของ “พิรงรอง”ที่ไม่เก่งพอที่จะให้คำปรึกษาข้อกฎหมาย
การทำหน้าที่ของ “กสทช.” ที่ให้อำนาจไว้เกือบล้นฟ้า แต่ไม่ล้นข้อกฎหมาย ทำให้หลายๆคดี “กสทช.”ต้องพ่ายแพ้ต่อภาคเอกชนที่เป็นคู่กรณี เพราะจุดเด่นคือ กสทช. มั่นใจในตัวเองมากๆ ว่าทำตามระเบียบ ทำด้วยความรู้ ความเชี่ยวชาญ เป็นคนดี แต่ในมุมการทำหน้าที่ “กสทช.” ต้องยึดระเบียบข้อกฎหมายทุกข้อ แบบตีความ…ไปมา เพื่อมิให้ตนเอง ต้องตกเป็นจำเลย และถูกศาลพิพากษาตัดสิน ที่ติดตัวไปตลอดชีวิต ถึงแม้จะได้ประกันตัว และยื่นอุทธรณ์ตามขั้นตอนของกฎหมายก็ตาม
แต่มลทินที่ว่า ถูกคำพิพากษาจากศาลนั้น เป็น “ตราประทับ”ไว้มิรู้ลืม!!! และกรณีบทเรียนให้ใครอีกหลายๆคนว่า จะทำอะไรต้องมีกฎหมายรองรับ…และทำภายใต้กฎระเบียบที่มี
ทึ่สุดแล้ว….ต่างคนต่างทำหน้าที่ บริษัท ทำหน้าที่ปกป้องบริษัท….สำนักงานกสทช. ทำหน้าที่ชี้แจงข้อกฎหมายแล้ว ศาล..ทำหน้าที่ตามกฎหมายที่มีอยู่….
ลองอ่าน….คำพิพากษาตามเอกสารข่าวที่เผยแพร่ออกมากันอย่างละเอียดได้….ข้างล่างนี้







