“ชาย” ยันสถานะการบินไทยสุดแข็งแกร่ง แม้ว่าเศรษฐกิจ ตลาดโลก ภาวะน้ำมัน ความขัดแย้งผันผวน สภาพคล่องเงินสดในมือทะลุ 1.2 แสนล้านบาท ครึ่งปีแรกโกยรายได้ 9.9 หมื่นล้าน กำไรกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (ดีดี)เปิดเผยถึงสถานการณ์ของอุตสาหกรรมการบินในขณะนี้ว่า แม้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่สงบ และ ส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวน ซึ่งถือเป็นต้นทุนหลักของสายการบิน ขณะที่ปริมาณการเดินทางของผู้โดยสารเปลี่ยนแปลงไปนั้น ก็ยังพบว่าสถานการณ์ของสายการบินไทยยังมีความแข็งแกร่ง เนื่องจากพบว่าผลประกอบการในครึ่งปีแรกมีรายได้รวมกว่า 99,000 ล้านบาท กำไรรวมกว่า 12,000 ล้านบาท และคาดว่าทั้งปี 69 การบินไทยจะมีรายได้ทะลุรวมกว่า 2 แสนล้านบาท ขณะที่สภาพคล่องเงินสดในมือมีกว่า 1.2แสนล้านบาท ซึ่งการมีเงินสดในมือถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ช่วยให้บริษัทสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดและต้นทุนทางการบินได้

นอกจากนั้นในไตรมาสที่ 2 ซึ่งถือเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของธุรกิจสายการบินทั่วโบลก การบินไทย ยังสามารถทำกำไรจากการดำเนินงานกว่า 1,500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการสวนกระแสเมื่อเทียบกับสายการบินอื่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ส่วนความผันผวนที่เกิดขึ้นกับสายการบินบางราย โดยเฉพาะกลุ่มสายการบินต้นทุนต่ำที่ได้ประกาศออกมานั้น อาจกลายเป็นช่องว่างทางธุรกิจที่การบินไทยสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ เพราะหากผู้ประกอบการรายอื่นลดเที่ยวบินหรือถอนตัวออกจากบางเส้นทาง บริษัทก็พร้อมประเมินความเป็นไปได้ในการเข้าไปเสริมบริการ โดยเฉพาะตลาดในภูมิภาคเอเชีย การบินไทยต้องปรับตัวให้เร็ว และต้องเปลี่ยนมุมมองจากผลกระทบลบ ให้เป็นผลกระทบบวก วิกฤตของคนอื่นต้องมองให้เป็นโอกาสของการบินไทย
นายชาย ยังได้กล่าวเสริมถึงความพร้อมของฝูงบินการบินไทยว่า ปัจจุบันการบินไทยมีเครื่องบินทำการบินรวมกว่า 86 ลำ และมีแผนที่จะรับเครื่องบินเข้ามาเสริมศักยภาพโดยรับเครื่องบินแอร์บัส A321มาแล้ว 9 ลำ และตามแผนจะเข้ามารวม32ลำ ขณะเดียวกันได้มีการปรับปรุงภายใน สิ่งอำนวยความสะดวก ที่นั่ง เครื่องบินใหม่ ส่วนแผนขยายเครือข่ายการบินในช่วงต่อจากนี้นั้น การบินไทยจะให้น้ำหนักกับตลาดเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะอินเดีย จีน และเวียดนาม ผ่านทั้งการเพิ่มความถี่เที่ยวบินและการเปิดจุดหมายใหม่ ดังนั้นการรับเครื่องบิน A321 เพิ่มเติมจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารเส้นทาง และตอบรับการฟื้นตัวของความต้องการเดินทางในภูมิภาค



