รมว.พาณิชย์ โชว์วิสัยทัศน์เฉียบแหลมดัน ไทยเป็นพันธมิตรทุกขั้วอำนาจ ชูแนวคิด “Trust” เป็นสกุลเงินใหม่ทางการค้า พร้อมเร่งสปีด FTA ไทย-EU และแคนาดา มุ่งสร้างแต้มต่อให้เศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน
สยบกระแสโลกแบ่งฝ่ายด้วยกลยุทธ์เหนือชั้น! นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงความสำเร็จหลังกลับจากเวที World Economic Forum 2026 (WEF) ย้ำชัดจุดยืนผลักดันให้ ไทยเป็นพันธมิตรทุกขั้วอำนาจ (Ally to All) เพื่อรักษาสมดุลในยุคที่การค้าโลกถูกบีบให้เลือกข้าง โดยชูการเจรจาเชิงรุกเปลี่ยนคู่ค้าให้เป็น “พันธมิตรที่แท้จริง” พร้อมประกาศข่าวดีเร่งปิดดีล FTA ครั้งสำคัญภายในสิ้นปี 2569 นี้
4 เสาหลักกลยุทธ์พาณิชย์: เมื่อ ความเชื่อใจ “Trust” สำคัญกว่า “การเลือกข้าง”
นางศุภจีได้ถอดรหัสการทูตเชิงพาณิชย์ผ่าน 4 แนวทางที่เน้นความเฉียบแหลมและเท่าทันโลก:
- Positioning as an Ally to All: ไทยต้องไม่เป็นศัตรูกับใคร แต่เป็นมิตรที่พร้อมสนับสนุนทุกฝ่าย โดยเฉพาะสหภาพยุโรป (EU) ที่มองเห็นศักยภาพของไทย และอาเซียน ซึ่งปัจจุบันกำลังเร่งเจรจา FTA ให้บรรลุผลร่วมกันอย่างรวดเร็ว
- Building Trust: ในโลกการค้า “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” คือต้นทุนที่แพงที่สุด รมว.พาณิชย์มุ่งเปลี่ยนสถานะจากเพียง “ผู้ซื้อ-ผู้ขาย” สู่ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ที่ได้รับประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit)
- Deep Integration: วางไทยให้เป็น “จิ๊กซอว์ตัวสำคัญ” ในห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain) โดยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในอุตสาหกรรมเป้าหมายของคู่ค้าเพื่อการเติบโตระยะยาว
- Digital Leadership: ในฐานะประธานเจรจากรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ไทยตั้งเป้าดันมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค ให้พุ่งแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573
เร่งเครื่อง FTA – สกัดความผันผวนทางการเมือง
รมว.พาณิชย์ ยืนยันความคืบหน้าการเจรจา FTA กับแคนาดาที่คาดว่าจะปิดดีลได้ภายในปีนี้ พร้อมย้ำว่ากระทรวงฯ กำลังเร่งรัดสัตยาบันเพื่อให้ข้อตกลงต่างๆ มีผลบังคับใช้จริงในวันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อเป็นหลักประกันให้นักลงทุนมั่นใจว่า นโยบายการค้าของไทยมีความต่อเนื่องและมั่นคงไม่ว่าสถานการณ์การเมืองจะเป็นอย่างไร
นอกจากนี้ ยังได้ผนึกกำลังกับ WIPO (องค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลก) เพื่อยกระดับ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creative Economy) ให้คนรุ่นใหม่สามารถปกป้องไอเดียและสร้างรายได้จากลิขสิทธิ์บนเวทีโลกได้อย่างเต็มตัว
FTA (เขตการค้าเสรี) “ปากท้อง” และ “โอกาส” ของคนไทยทุกคน
การทำ FTA (เขตการค้าเสรี) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (EU) ไม่ใช่แค่เรื่องของบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่เป็นเรื่องที่ส่งผลถึงคนไทยทุกคนแบบเต็มๆ หากดีลนี้สำเร็จภายในปีนี้ ตามที่คุณศุภจีตั้งเป้าไว้ นี่คือ 4 ประโยชน์หลักที่คนไทยจะได้รับ
1. สินค้าเกษตรและอาหารไทย “โกอินเตอร์” แบบไร้กำแพงภาษี ซึ่งปกติเราส่งออกสินค้าไป EU จะโดนภาษีสูงมาก ทำให้ราคาเราสู้คนอื่นไม่ได้ แต่ถ้ามี FTA:
- ชาวไร่ ชาวสวน ผู้ประกอบการ SME: จะส่งออกข้าว อาหารแปรรูป ผลไม้ และอาหารทะเล ไปขายคนยุโรปกว่า 450 ล้านคนได้ในราคาที่ถูกลง (เพราะภาษีเป็น 0% หรือลดลงมาก)
- รายได้เข้าประเทศ: เมื่อขายได้เยอะขึ้น เงินก็หมุนเวียนกลับมาหาเกษตรกรและชุมชนมากขึ้น
2. ช้อปสินค้าแบรนด์ยุโรปในราคา “ถูกลง” คนไทยที่ชอบสินค้าจากยุโรปเตรียมเฮได้ เพราะกำแพงภาษีนำเข้าจะลดลง:
- สินค้าไลฟ์สไตล์: เครื่องสำอาง น้ำหอม เสื้อผ้าแบรนด์เนม และไวน์ จะมีราคาจับต้องได้มากขึ้น
- ยานยนต์และเทคโนโลยี: รถยนต์ยุโรปหรือเครื่องจักรระดับไฮเอนด์ที่นำเข้ามาทำธุรกิจจะมีต้นทุนต่ำลง ช่วยให้ธุรกิจในไทยพัฒนาศักยภาพได้เร็วขึ้น
3. เกิดการจ้างงานใน “อุตสาหกรรมไฮเทค” ยุโรปเด่นเรื่องเทคโนโลยีสีเขียวและพลังงานสะอาด เมื่อมี FTA นักลงทุนจาก EU จะมั่นใจที่จะเข้ามาตั้งฐานผลิตในไทยมากขึ้น:
- งานรายได้สูง: จะเกิดตำแหน่งงานใหม่ๆ เช่น วิศวกรพลังงานสะอาด ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล หรือนักวิจัย
- การถ่ายทอดความรู้: คนไทยจะได้เรียนรู้เทคโนโลยีระดับโลกจากบริษัทชั้นนำโดยตรง
4. มาตรฐานสินค้าและบริการในไทยจะ “สูงขึ้น” การค้ากับ EU ต้องแลกมาด้วยการทำตามมาตรฐานที่เข้มงวด ซึ่งเป็นผลดีกับผู้บริโภคชาวไทย:
- ความปลอดภัย: เราจะได้ใช้สินค้าที่ผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมระดับโลก
- บริการที่ดีขึ้น: การเปิดเสรีภาคบริการจะทำให้มีการแข่งขันในด้านขนส่ง การเงิน และการสื่อสาร ซึ่งจะช่วยให้คนไทยได้รับบริการที่ทันสมัยและสะดวกสบายขึ้น
สรุปสั้นๆ ให้เห็นภาพ
FTA ไทย-EU คือการเปิด “ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” ให้สินค้าไทยเข้าไปวางขายได้ฟรีๆ ในขณะที่คนไทยเองก็ได้ซื้อของดีราคาถูกลง และมีงานดีๆ มั่นคงทำมากขึ้น
ข่าวอื่นๆ จากทีมไทยแลนด์ WEF2026 : WEF ดาวอส ดันไทยกลับสู่เวทีโลก กวาดเงิน 5 แสนล้าน ย้ำเสน่ห์เบอร์ 1 อาเซียน



