เปิดมาตรการเชิงรุก คุมราคาสินค้า ป้องกันฉวยโอกาสขึ้นราคา ซ้ำเติมประชาชน พร้อมเปิดแผนตรวจเข้ม 1,005 แห่งทั่วไทย
กระทรวงพาณิชย์ยกระดับมาตรการ คุมราคาสินค้า อย่างเข้มงวดทั่วประเทศ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่อาจส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ ล่าสุดจากการปูพรมตรวจเยี่ยมสถานประกอบการกว่า 1,005 แห่ง พบผู้กระทำผิดฐานไม่ปิดป้ายแสดงราคาชัดเจนแล้ว 5 ราย ในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยทางภาครัฐยืนยันเดินหน้าคุมราคา สินค้าอุปโภคบริโภค และปัจจัยการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลก
เจาะลึกผลการตรวจเยี่ยม 5 จังหวัด
จากการรายงานความคืบหน้าล่าสุด (19 มีนาคม 2569) สำนักงานพาณิชย์จังหวัดได้สนธิกำลังตรวจสอบสถานการณ์รายวันอย่างใกล้ชิด โดยโฟกัสไปที่จุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง สถานีบริการน้ำมัน 538 แห่ง และห้างค้าปลีก 126 แห่ง ซึ่งหลังการตรวจสอบแล้ว มีการดำเนินคดีกับผู้ประกอบการ 5 ราย ในจังหวัดชุมพร, สระแก้ว, สกลนคร, อุบลราชธานี และเชียงราย เนื่องจากฝ่าฝืนไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้า และบริการ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542
สินค้าเกษตรและพลังงานยัง “เอาอยู่”
แม้ความกังวลเรื่องสงครามจะเพิ่มสูงขึ้น แต่จากการสำรวจพบว่า สต็อกสินค้าในร้านจำหน่ายปุ๋ย 244 แห่ง และตลาดสด 97 แห่ง ยังมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ ไม่มีการกักตุน หรือปฏิเสธการจำหน่าย ซึ่งเป็นผลมาจากการวางแผนคุมราคา ให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินควร

วิธีรับมือเมื่อเจอร้านค้าเอาเปรียบ
ในฐานะผู้บริโภค การเข้าใจกฎหมาย จะช่วยให้รักษาผลประโยชน์ของตัวเองได้ ดังนี้
- สังเกตป้ายราคา: สินค้าทุกชนิดต้องมีป้ายราคาที่ชัดเจน อ่านง่าย หากไม่มีป้าย หรือราคาที่จ่ายจริงไม่ตรงกับป้าย คุณมีสิทธิปฏิเสธการซื้อ และแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที
- เช็กราคามาตรฐาน: ก่อนเลือกซื้อสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน สามารถตรวจสอบราคาแนะนำได้ที่เว็บไซต์กรมการค้าภายใน เพื่อเปรียบเทียบราคาตลาด
- ช่องทางแจ้งเบาะแส: หากพบการกักตุนสินค้า หรือการขายเกินราคาที่ควรจะเป็น สามารถโทรแจ้ง สายด่วน 1569 หรือร้องเรียนผ่านแอปพลิเคชันของกรมการค้าภายในได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ : ค่าโดยสารเรือคลองแสนแสบ กรมเจ้าท่ายืนยันตรึงราคาเดิม



