คนบางกลุ่มเคยตั้งคำถามกันว่า ทหารมีไว้ทำไม? วันนี้คงได้คำตอบเป็นที่ประจักษ์กันแล้ว เช่นกัน กับคำถามที่ว่า โครงการหลวง โดยเฉพาะ “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ” มีไว้ทำไม มาไขคำตอบกัน
ในยามที่ยังไม่มีภัยมาถึงตัว หรืออยู่ในช่วงกินดีอยู่ดี สงบสุข เรามักจะหลงลืมเรื่องการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน ซึ่งโลกปัจจุบัน อะไรก็เกิดขึ้นได้ ทั้งเรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภูมิรัฐศาสตร์-ความขัดแย้งระหว่างประเทศ สงคราม หรือแม้กระทั่ง เศรษฐกิจ
ยิ่งการเมืองและระบบราชการอ่อนแอ ประชาชนยิ่งอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง เห็นได้จากสงครามชิงดินแดนระหว่างไทยกับเขมร ชาวบ้านตามจังหวัดแนวชายแดนไม่ได้เตรียมตัวกันมาก่อน การอพยพทำกันอย่างโกลาหล
และส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิต และมีอีกจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบด้านการทำมาหากินในระยะต่อไป เรียกได้ว่า “ตกนรกทั้งเป็น”
รัฐบาล 5 อ.อ. = อ่อนแอ อ้อแอ้ อ้อยอิ่ง อ้อมแอ้ม อุ๊บอิ๊บ การบริหารประเทศมองไม่เห็นอนาคต ตามไม่ทันแม้กับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ต้องพูดถึงระดับสังคมโลก
ประชาชนตาดำๆรับกรรมไปกันเต็มๆ นโยบายที่หาเสียงไว้ กลายเป็นแค่แคมเปญในการเรียกคะแนน ท่าทีดุดัน จริงจัง แข็งแกร่ง บนเวทีหาเสียง เป็นได้แค่ฉากหนึ่งในละครการเมือง ไม่ปรากฏเป็นผลในทางปฏิบัติที่จับต้องได้เมื่อในเวลาต่อมาได้ก้าวขึ้นกุมอำนาจบริหารอยู่ในมือ
ถ้าวันนี้ไม่มีทหารไทย หรือทหารไทยอ่อนแอ และบ้าจี้ไปตามถ้อยคำอวดดี ปากแจ๋ว กับวลีที่ว่า “มีทหารไว้ทำไม” ก็ไม่รู้ว่าป่านนี้ ชะตากรรมของคนในชาติจะเป็นอย่างไร รวมถึงคนที่ประดิษฐ์วลีนั้นขึ้นมาด้วย

“มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ” มีไว้ทำไม?
เช่นเดียวกับโครงการและมูลนิธิต่างๆ ที่กำเนิดขึ้นมาจากพระราชดำริ ที่มักจะถูกค่อนแคะ ว่า มีไปทำไป วันนี้จะได้คำตอบว่า ประเทศไทย มี “มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ” ไว้ทำไม
คนไทยโชคดีที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ให้กับหมู่ราษฎรมาช้านาน และงอกเงยออกดอกออกผล พาให้ประเทศก้าวพ้นวิกฤตมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า โครงการหลวง และ มูลนิธิต่างๆ ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ตั้งขึ้น สืบสาน และต่อยอดมาจนถึงปัจจุบัน ไม่เคยด้อยค่า และล้าสมัย มีแต่จะก้าวล้ำไปก่อนเสมอ มากกว่าระบบราชการและนักการเมือง
“มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ที่ทำให้ผู้คนได้สัมผัสถึงคำว่า “ยั่งยืน” และ “อยู่รอด” ไม่เฉพาะมนุษย์ ยังรวมไปถึงสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศในธรรมชาติ
หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ให้ความเห็น ถึงแนวทางแก้ปัญหาปากท้องและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและการเมืองที่ผันผวน ว่า
“ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทย และทั่วโลก ที่ยังไร้ทิศทางชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ประเทศไทยยังคงขาดเครื่องยนต์ ทางเศรษฐกิจที่แข็งแรง การส่งออกชะลอตัว ภาคอุตสาหกรรมยังไม่ฟื้นเต็มที่ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวแม้จะฟื้นตัวขึ้นมาหลังวิกฤติการณ์โควิด แต่กลับมาซบเซาหนักด้วยพิษเศรษฐกิจทั่วโลกไร้แววจะทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์หลักของประเทศได้อย่างก้าวกระโดดอีกต่อไป”
“แก้จนด้วยธรรมชาติ” กลไกขับเคลื่อนประเทศ
หม่อมหลวงดิศปนัดดา ระบุว่า การแปลงทุนธรรมชาติให้กลายเป็นรายได้อย่างยั่งยืน เป็นสิ่งสำคัญในโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะในประเด็นคาร์บอนเครดิตและความหลากหลายทางชีวภาพ ที่กำลังกลายเป็นกลไกเศรษฐกิจระดับโลก ซึ่งจะช่วยรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง
“เศรษฐกิจที่เปราะบางในวันนี้ ไม่สามารถแก้ด้วยเครื่องมือเดิม ๆ ได้ทั้งหมด เราจำเป็นต้องหันมาบูรณาการการดูแลธรรมชาติให้เกิดความยั่งยืนในทุกมิติ ที่รวมถึงการมีหน้าที่เป็น “ทรัพยากรเชิงเศรษฐกิจ” ที่คนสามารถดูแลรักษาไปพร้อมกับการทำให้เป็นแหล่งสร้างรายได้ที่ยั่งยืน”
ธรรมชาติคือคำตอบ “ฟื้นฟูเศรษฐกิจ”
เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ชี้ว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ มีโอกาสซ่อนอยู่ โดยเฉพาะในแนวทาง “การปรับตัว – การบูรณาการ – การกระจายอำนาจ” สู่ชุมชนในระดับท้องถิ่น และใช้แนวทาง Nature-based Solutions หรือ การใช้ธรรมชาติในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน
ทั้งนี้ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการพัฒนา Carbon Credit และ Biodiversity Credit ซึ่งเป็นกลไกใหม่ของโลกที่เปลี่ยนการดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็นมูลค่าเชิงเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ คือหนึ่งในองค์กรที่มีพื้นที่ทำงานเชิงลึกยาวนานกว่า 30 ปี ซึ่งปัจจุบันได้ขยายผลออกไปครอบคลุมในหลายพื้นที่ แทบทุกภูมิภาคของไทย พื้นที่เหล่านี้เอง นอกจากจะเป็นแหล่งผลิตคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงที่ให้มากกว่าเครดิต แต่ยังสร้างรายได้แก่ชุมชน และเพิ่มคุณภาพของระบบนิเวศของพื้นที่ป่าที่มูลนิธิฯ ดูแลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ไปจนถึงกลไกการประเมิน biodiversity credit ของประเทศในอนาคต
สานต่อ “ตำราสมเด็จย่า” เน้น ปลูกป่า ควบคู่ ปลูกคน
หม่อมหลวงดิศปนัดดา กล่าวว่า การทำงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อได้มีโอกาสเข้าร่วมเวที Climate Change ไปพร้อมๆ กับการขยายเครือข่ายการดูแลป่า และชุมชนผ่านความร่วมมือจากเครือข่ายภาคี ทั้งในไทยและต่างประเทศทั่วโลก
“ตำราสมเด็จย่า” ที่มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศของ “คน-ป่า-เศรษฐกิจ” เป็นทางออกที่โลกกำลังมองหา โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งมีบริบทเฉพาะตัว “สัดส่วนพื้นที่ป่าต่อประชากรในประเทศไทยลดลงอย่างมาก หากเดินเข้าไปในป่าเมืองไทย ทุก ๆ 1.5 ไร่ จะพบคน 1 คน ขณะที่ในป่าอเมซอน ต้องเดินกว่า 1,000 ไร่ จึงจะเจอคน 1 คน”
ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่ ประเทศไทยมีประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าและพึ่งพิงป่าทางตรงมากกว่าประเทศอื่นๆ หลายร้อยเท่า ทำให้การอนุรักษ์ต้องไม่ใช่แค่เรื่องของธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องของคนด้วย โดยเฉพาะการออกแบบทางเลือกที่ให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน

แผนการดำเนินงานครึ่งปีหลัง 2568
สำหรับแผนการดำเนินงานครึ่งปีหลัง 2568 นั้น ทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จะขยายบทบาททั้งในระดับประเทศไปจนระดับโลกด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) อย่างต่อเนื่อง เพื่อชูองค์ความรู้ “ตำราแม่ฟ้าหลวง” สู่เวทีโลกด้าน Climate Change ครอบคลุมป่า ดิน น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพผ่านความร่วมมือ การจัดงาน และร่วมงาน ไปจนถึงเป็นตัวแทนประเทศไทยในการนำเสนอแนวคิดและองค์ความรู้ที่พิสูจน์ได้จริงที่เน้นการฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่กับการพัฒนาคน ประกอบไปด้วยแนวทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ทำงานสู่การออกแบบนโยบายระดับโลก เช่น
ระดับสากล
1.WEF – Global Future Councils (ดูไบ) ในระหว่างวันที่ 14 – 16 ตุลาคม 2568 ณ ดูไบ,
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ : ก้าวขึ้นสู่เวที WEF ในฐานะผู้แทนประเทศไทย หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 3 ตัวแทนประเทศไทยที่เข้าร่วม Network of Global Future Councils ของ World Economic Forum (WEF) ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
โดยดำรงตำแหน่งสมาชิกใน สภาอนาคตโลกด้าน “ดิน” (Global Future Council on Soil) ซึ่งถือเป็นทุนธรรมชาติพื้นฐานที่มีบทบาทสำคัญทั้งต่อความมั่นคงทางอาหาร การดูดซับคาร์บอน และการฟื้นฟูระบบนิเวศ งานนี้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกในสาขาต่างๆ เพื่อระดมความคิดเชิงนโยบายสำหรับโลกอนาคต
2.การประชุมสุดยอดสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 30 (UNFCCC COP30) ในระหว่างวันที่ 10 ถึง 21 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองเบเลม ประเทศบราซิล: มูลนิธิฯ ยังได้รับบทบาทสำคัญใน การประชุมสมัชชาภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC COP30)
ที่จะจัดขึ้น ณ เมืองเบเล็ม ประเทศบราซิล โดยมูลนิธิฯ ทำหน้าที่เป็น Content Manager ให้กับรัฐบาลไทย ในการจัดกิจกรรมในพื้นที่ Thailand Pavilion โดยเน้นการสะท้อนการผนึกกำลังของภาคส่วนต่างๆ เพื่อเปลี่ยนเจตนารมณ์ด้าน Climate Action ให้เป็นรูปธรรมโดยเฉพาะประเด็น ความหลากหลายทางชีวภาพที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในกลไกด้านสิ่งแวดล้อมของโลก
3.ด้านน้ำ: มูลนิธิฯ ได้รับเชิญเข้าร่วม Southeast Asia Partnership on Adaptation through Water (SEAPAW) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Singapore International Foundation และ World Economic Forum โดยเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้กำหนดนโยบาย ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และองค์กรวิจัย ได้แลกเปลี่ยนแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านมิติของน้ำ
ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญระดับภูมิภาคที่มีผลกระทบทั้งต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง และชีวิตของประชาชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : เริ่มมาตั้งแต่ปีที่แล้ว 2567 และมีการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นขึ้นในปีนี้ 2568
4.ในช่วงเดือนตุลาคม 2568 นี้ : ศูนย์วิจัย Centre for Nature-based Climate Solutions (CNCS) หน่วยงานวิจัยภายใต้มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore: NUS) ซึ่ง ทั้ง 2 หน่วยงานถือเป็นสถาบันชั้นนำระดับโลกด้านคาร์บอนและความหลากหลายทางชีวภาพจากประเทศสิงคโปร์ จะส่งทีมพร้อมเทคโนโลยีพิเศษมาที่ดอยตุง
เพื่อทำการวิจัยและจัดทำฐานข้อมูลพื้นที่อนุรักษ์ การประเมินคาร์บอนและความหลากหลายทางชีวภาพที่ดอยตุง เพื่อเป็นต้นแบบส่งเสริมการฟื้นฟูธรรมชาติในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์โดย มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ CNCS และ NUS

ระดับในประเทศ
1.มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ จับมือ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (สพภ.)ผลักดันแผนความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ (NBSAP 2566–2570) โดยเน้นการพัฒนาเครื่องมือทางการเงินด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การบูรณาการฐานข้อมูล
การเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ในพื้นที่ดอยตุง (Other effective area-based conservation measures’ (OECMs) การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจชีวภาพ และการสร้างความตระหนักรู้แก่เยาวชน (หลังจากที่ได้ร่วมลงนาม MOU กับ สผ. และ สพภ. เป็น Implementation Partner ไปเมื่อช่วงเดือน มีนาคม 2568)
2.MFLF Sustainability Forum 2025 ในวันจันทร์ที่ 22 กันยายน 2568 เวลา 08.30 – 12.00 ณ ชั้น 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยในงานนอกจากจะเป็นการระดมแนวคิดหาทางออกการปรับตัวในสภาวะโลกร้อนหรือการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศในสภาวะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาปรับนโยบายสิ่งแวดล้อมขนานใหญ่ ยังมีไฮไลต์เป็นการส่งมอบคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนในโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ได้รับการรับรองโดย อบก. ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และพะเยา จำนวน 12 โครงการ โดยมอบให้กับ 8 องค์กร ที่เข้าร่วมโครงการในระยะที่ 1 เมื่อปี 2563 (ตัวเลขปริมาณคาร์บอนเครดิตที่จะทำการส่งมอบยังอยู่ระหว่างการทวนสอบ ซึ่งจะทราบผลประมาณปลายเดือน สิงหาคม 68 นะคะ)
3.มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เชิญชวนทุกคนร่วมเรียนรู้แนวทาง “การปรับตัวอย่างยั่งยืน” ผ่านนิทรรศการ “ตำราแม่ฟ้าหลวง” ที่งาน SUSTAINABILITY EXPO 2025: พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก ระหว่างวันที่ 26 ก.ย. – 5 ต.ค. 2568 ณ ชั้น G โซน SEP ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พบตัวอย่างจริงของการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและภัยพิบัติโลก ด้วยแนวคิดปลูกป่า-ปลูกคนจากประสบการณ์ของมูลนิธิฯ ตลอดกว่า 30 ปี เพราะทุกปัญหาจะแก้ได้ดีขึ้น เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกัน (Better Together)
TNFD Report : มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็น 1 ใน 2 องค์กรในประเทศไทย ที่จัดทำรายงาน Task Force on Nature-Related Financial Disclosure (TNFD) อย่างเป็นทางการ เพื่อเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ตามมาตรฐานสากล — นำร่องให้กับองค์กรอื่นที่สนใจแนวทางการบริหารทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นการเปิดเผยข้อมูลด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติตามแนวทางสากล
โดยประเมินทั้ง “ความเสี่ยง, ผลกระทบ, การพึ่งพา และโอกาส” ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ซึ่ง TNFD ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรสามารถวางแผนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยในกรณีของมูลนิธิฯ ข้อมูลจากรายงานฉบับนี้จะถูกนำมาใช้ในแผนงานพัฒนาดอยตุงและธุรกิจเพื่อสังคมของมูลนิธิฯ และยังเปิดให้ภาคธุรกิจที่สนใจสามารถนำกระบวนการนี้ไปประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน
ก้าวต่อไปของมูลนิธิฯ ส่วนหนึ่งจะดำเนินงานผ่านการปฏิบัติงานเชิงรุกของสายงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน (SuA) สายงานนี้จะสร้างแรงกระตุ้นที่สำคัญให้องค์กรต่างๆ ในด้านความยั่งยืนทุกมิติที่จับต้องได้ ลงมือทำได้จริง ทำหน้าที่ขยายขอบข่ายความร่วมมือระดับประเทศและสากลที่มุ่งสร้างความยั่งยืนทุกมิติให้เกิดผลวงกว้างขึ้น ไป
พร้อม ๆ กับการเป็นที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนแก่ภาครัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ โดยให้บริการทั้งเชิงกลยุทธ์และภาคปฏิบัติ ตั้งแต่การดำเนินโครงการ T-VER, การวางแผน Net Zero & Circular Economy, Zero Waste to Landfillและการพัฒนาผู้นำ ESG รุ่นใหม่
โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการให้คำปรึกษาและฝึกอบรมให้กับภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ และภาคเอกชนในหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ ภาคการเกษตร อาหารและเครื่องดื่ม พลังงาน การเงิน อสังหาริมทรัพย์ ท่องเที่ยว การผลิต และอุตสาหกรรมบันเทิง เป็นต้น

จุดกำเนิดงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน
สำหรับงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯนั้น ริเริ่มในปี 2567 โดยได้จัดตั้งหน่วยงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน (Sustainability Advisory – SuA) เพื่อขยายผลตำราแม่ฟ้าหลวงให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านความยั่งยืนในวงกว้าง
โดยผ่านการให้บริการปรึกษา ดำเนินโครงการ ฝึกอบรม และสร้างเครือข่ายพันธมิตร ในเรื่องที่มูลนิธิฯ มีความเชี่ยวชาญ อาทิ โครงการพัฒนาตามหลักการ “ปลูกป่า ปลูกคน”
การจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และการพัฒนาชุมชน เป็นต้นเพื่อให้องค์กรต่างๆ รวมถึงภาคเอกชน
สามารถนำวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนขององค์กรสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม (last mile implementation solution) และขยายผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างร่วมกัน
หน่วยงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน ดำเนินงานผ่านการบูรณาการองค์ความรู้และผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่างๆ ของมูลนิธิฯ โดยมุ่งแก้ไขปัญหาอย่างครบวงจร เชื่อมโยงมิติสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน ตามตำราแม่ฟ้าหลวง
บริการที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนของมูลนิธิฯ มุ่งเน้นการนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่มูลนิธิฯ สั่งสมจากการดำเนินงานจริงในพื้นที่ มาพัฒนาเป็นบริการที่สามารถตอบโจทย์องค์กรต่างๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมประเด็นต่างๆ ดังนี้:
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
มูลนิธิฯ มีประสบการณ์ตรงจากการจัดการขยะสู่บ่อฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) ความมุ่งมั่นในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จึงเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม
มูลนิธิฯ ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยงานรับรองก๊าซเรือนกระจกกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบความใช้ได้ (Validator) และทวนสอบ (Verifier) โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (T-VER) และปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่องค์กรปล่อย (CFO)
ทีมที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมของมูลนิธิฯ ได้ให้บริการที่ปรึกษาขึ้นทะเบียนโครงการ และการทวนสอบโครงการ T-VER กับบริษัทในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมทั้ง เกษตร อาหารและเครื่องดื่ม พลังงาน ค้าปลีก การผลิต และภาครัฐ เป็นต้น
ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ แนวทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ของมูลนิธิฯ อยู่บนหลักคิดของการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนกับทรัพยากรธรรมชาติ โดยการบริหารจัดการน้ำและการจัดการการใช้พื้นที่เป็นขั้นตอนพื้นฐานที่สำคัญ
นอกจากนั้น มูลนิธิฯ มีประสบการณ์ฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ป่ากว่า 600,000 ไร่ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของความหลากหลายทางชีวภาพ
โดยมีการพัฒนาฐานข้อมูลที่ชัดเจน ปัจจุบัน มูลนิธิฯ ได้นำกรอบการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ผลกระทบ และการพึ่งพาธรรมชาติตามมาตรฐานสากล Task Force on Nature-related Financial Disclosures (TNFD) มาประยุกต์ใช้อีกด้วย
จึงสามารถแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้กับองค์กรต่างๆ ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
การพัฒนาชุมชนและการสร้างเครือข่ายพันธมิตร มูลนิธิฯ มีโมเดลการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนที่ผ่านการพิสูจน์ผลลัพธ์แล้วในหลายพื้นที่ พร้อมทีมงานที่มีประสบการณ์สูงในการขับเคลื่อนกระบวนการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”
ซึ่งสามารถนำไปถ่ายทอดและขยายผลผ่านความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ โดยมุ่งสร้างคุณค่าร่วม (shared value) กับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชน เพื่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืนและวัดผลได้
ทั้งนี้ หน่วยงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนได้ดำเนินการให้คำปรึกษาและฝึกอบรมให้กับภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ และภาคเอกชนในหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ ภาคการเกษตร อาหารและเครื่องดื่ม พลังงาน การเงิน อสังหาริมทรัพย์ ท่องเที่ยว การผลิต เป็นต้น



