สนค. ชี้แผงวงจรรวม “หัวใจจิ๋วที่ขับเคลื่อนโลกสีเขียว”

กดแชร์

สนค. ชี้แผงวงจรรวม “หัวใจจิ๋วที่ขับเคลื่อนโลกสีเขียว” ในปี 2568  ไทย ส่งออกมีมูลค่า 11,095.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตต่อเนื่อง กลายเป็นสินค้าหลัก 

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) กล่าวถึง ในยุคปัจจุบันที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมไปสู่ความยั่งยืนจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดที่ทุกประเทศทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ ภายใต้เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) สิ่งสำคัญที่เป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านนี้คือ แผงวงจรรวม (Integrated Circuits: IC) หรือเป็นที่รู้จักทั่วไป คือ ชิป (Chips)

สถานการณ์การส่งออกแผงวงจรรวม  ของไทย (พิกัดศุลกากร HS 8542) ในปี 2568 มีมูลค่า 11,095.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก ปี 2567 ที่มีมูลค่า 8,651.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.25 โดยตลาดส่งออกหลัก 5 อันดับแรกเติบโตอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ฮ่องกง มูลค่า 2,848.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไต้หวัน มูลค่า 1,321.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาเลเซีย มูลค่า1,032.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จีน มูลค่า 1,007.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสิงคโปร์ มูลค่า 972.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

Hands protection globe on nature background with icon Environmental, renewable, sustainable energy, CO2, net zero, and ESG concept for low or neutral carbon. Ecology and Environment concept

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้การส่งออกแผงวงจรรวม (IC) ของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ เกิดจากการปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ดังนี้ ประการแรกคือ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์  ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ไทยได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตภายใต้แนวคิด China Plus One โดยกลุ่มทุนต่างชาติเลือกไทยเป็นฐานการผลิตที่มีความเสี่ยงต่ำและมีความเป็นกลางทางการเมือง เพื่อรักษาความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก ประการต่อมาคือ ความพร้อมทางยุทธศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐาน ไทยมีจุดแข็งจากการเป็นฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ดั้งเดิมที่มีความเชี่ยวชาญมาอย่างยาวนาน

นอกจากนี้ สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการขยายโรงงานและการนำเข้าเครื่องจักรผลิตชิปสมัยใหม่เข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้น และปัจจัยสำคัญที่สามคือ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและเทคโนโลยีสะอาด (Digital & Green Transition) ความต้องการชิปทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นจากกระแสการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในภูมิภาค ส่งผลให้เกิดความต้องการแผงวงจรรวมเพื่อใช้ในระบบควบคุมพลังงานและระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ภายในรถยนต์เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ 

The engineer’s gloved hand is holding the CPU chip against the background of the motherboard. Concept of high-tech hardware microelectronics

นอกจากนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก หลังวิกฤตการณ์ขาดแคลนชิปคลี่คลายลง วัฏจักรของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ได้กลับเข้าสู่ช่วงขาขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และอุปกรณ์เชื่อมต่อ IoT (Internet of Things) ล้วนใช้แผงวงจรรวมเป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้จึงผลักดันให้มูลค่าการส่งออก IC ของไทยเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลและอิหร่าน อาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกแผงวงจรรวม (IC) ของไทยในทางอ้อม มากกว่าผลกระทบโดยตรง อาทิ ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุน แม้อิหร่านจะไม่ใช่ตลาดหลักของ IC ไทย แต่กลุ่มสินค้าเครื่องจักรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (รวมถึง IC) ถูกประเมินว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากปัญหาโลจิสติกส์และค่าขนส่งที่สูงขึ้น หากสงครามยืดเยื้อ รวมถึงผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต เนื่องจากสงครามส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานโลกผันผวน ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงในกระบวนการผลิตและขนส่งสินค้าอุตสาหกรรมไฮเทคอย่าง IC

ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐและสถาบันการเงินได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเน้นที่การรักษาสภาพคล่องและควบคุมต้นทุนพลังงาน อาทิ การตรึงราคาน้ำมันดีเซลเพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนขนส่งและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคดีดตัวสูงขึ้น พร้อมทั้งมีการออกมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออก SMEs และบริษัทขนาดใหญ่ ทั้งมาตรการทางการเงินและบริการให้คำปรึกษา เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการปรับกลยุทธ์บริหารต้นทุน ปรับโมเดลธุรกิจ และกระจายความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม

ในส่วนแผนระยะยาวของภาครัฐ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน อยู่ระหว่างการพิจารณาร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ โดยพบว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสในการพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เติบโตและแข่งขันได้ และควรให้ความสำคัญ 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ ชิปประเภท Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete เนื่องจากใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI ระบบออโตเมชั่น และการแพทย์ โดยร่างยุทธศาสตร์นี้ ต้องการผลักดันให้เกิด ชิปเมดอินไทยแลนด์ (Made-in-Thailand Chips) เพื่อยกระดับให้ไทยเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมนี้

กระทรวงพาณิชย์สามารถสนับสนุนในการผลักดันอุตสาหกรรมแผงวงจรรวมของไทยผ่านกลไกการค้าระหว่างประเทศและการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ขับเคลื่อนการส่งเสริมให้ใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในภูมิภาค เพื่อสนับสนุนการส่งออกแผงวงจรรวมที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ รวมถึงการนำระบบ MOC Plus ที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการรายบุคคลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์จาก FTA และข้อมูลตลาดที่เหมาะสมของแต่ละประเภทสินค้า เพื่อให้ได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดโลก นอกจากนี้ เร่งจัดทำความตกลงทางการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจในตลาดใหม่ เพื่อเอื้อให้เกิดการเคลื่อนย้ายการลงทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ ซึ่งจะมีส่วนในการสนับสนุนเป้าหมายของไทยที่ต้องการเร่งพัฒนาแรงงานทักษะสูงทางดิจิทัล ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอดจนสร้างแรงจูงใจทางการลงทุนจากบรรษัทข้ามชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศ เพื่อให้ไทยขึ้นมามีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานการผลิตแผงวงจรรวมของโลกได้


กดแชร์
ข่าวล่าสุด
- Advertisement -spot_img
Latest Articles