“ปกรณ์” ลุยรื้อโครงสร้างกำลังคนภาครัฐ ตรึงโควตา-ทยอยยุบส่วนกลางในภูมิภาค ลดกำลังคนกว่า 30,000 อัตรา พร้อมตั้งเป้าระยะยาวหั่นงบประจำเหลือ 30% เพิ่มงบลงทุนเป็น 70%
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เสนอการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ โดย การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล เนื่องจากปัจจุบันงบประมาณประเทศประมาณ 73% ถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำ ทำให้เหลืองบประมาณสำหรับการลงทุนและพัฒนาประเทศในสัดส่วนที่จำกัด จึงจำเป็นต้องเร่งทบทวนโครงสร้างและภารกิจของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ ได้มีการนำเสนอมาตรการจาก 2 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อปรับปรุงทั้งโครงสร้างกำลังคนและรูปแบบการทำงานของภาครัฐ
สำหรับแนวทางของสำนักงาน ก.พ. มี 4 มาตรการหลัก ประกอบด้วย
มาตรการที่ 1 การตรึงอัตรากำลัง โดยกำหนดให้จำนวนบุคลากรที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นเพดานอัตรากำลังสูงสุด หรือ Ceiling ของส่วนราชการและหน่วยงานภาครัฐ พร้อมขอความร่วมมือให้หน่วยงานอื่นนำแนวทางดังกล่าวไปปรับใช้ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ
มาตรการที่ 2 คือ การยุบเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็น ทั้งในประเภทวิชาการและประเภททั่วไป โดยจะไม่กระทบต่อผู้ที่ครองตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน
มาตรการที่ 3 เป็นการยุบเลิกสายงานที่ไม่มีความจำเป็นต้องมีบุคลากรจำนวนมาก ซึ่งเป็นการปรับตามภารกิจของหน่วยงาน
มาตรการที่ 4 เป็นการปรับโครงสร้างและภารกิจของหน่วยงานให้มีความทันสมัยและรัดกุมมากขึ้น โดยเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการประชาชนอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงการจัดซื้อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เทคโนโลยีเท่านั้น
แนวทางของ ก.พ.ร. มุ่งลดภาระจากโครงสร้างหน่วยงานราชการส่วนกลางที่ไปจัดตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันมีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยจะยุติการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเพิ่มเติม และกำหนดให้จำนวนที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นเพดานสูงสุด สำหรับหน่วยงานที่มีอยู่เดิม จะมีการทบทวนบทบาทและภารกิจ ก่อนทยอยยุบเลิกอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการประชาชน โดยตั้งเป้าหมายลดจำนวนหน่วยงานลงจากที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง
นายปกรณ์กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการปรับบทบาทภาครัฐในยุคใหม่ คือการเปลี่ยนจากรัฐที่ทำหน้าที่ควบคุมหรือกำกับดูแล มาเป็นรัฐที่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ประชาชน เพื่อให้การบริการภาครัฐมีความทั่วถึง มีประสิทธิภาพ และใช้ต้นทุนให้น้อยที่สุด ส่วนเป้าหมายการลดอัตรากำลัง เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถลดได้มากกว่า 30,000 อัตรา
โดยแต่ละหน่วยงานต้องกลับไปทบทวนบทบาทและภารกิจของตัวเองว่า งานใดสามารถลดขั้นตอน งานใดสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทน หรือภารกิจใดไม่จำเป็นต้องดำเนินการในรูปแบบเดิม ก่อนจัดทำแผนเสนอสำนักงาน ก.พ. เพื่อทยอยปรับลดอัตรากำลังต่อไป
ก.พ.ร. จะจัดทำรายละเอียดของแผนและนำมาเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบต่อไป เมื่อถามถึงเป้าหมายการปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำ นายปกรณ์กล่าวว่า เป้าหมายที่ตั้งไว้คือการลดสัดส่วนงบประมาณประจำให้เหลือไม่เกิน 30% และเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนเป็น 70% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นในระยะยาว แม้ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้เสนอคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการก็ตาม
“ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ อนาคตลูกหลานจะเดือดร้อน เราต้องยอมรับความจริงกันว่านี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วเราต้องแก้ไข”
นายปกรณ์กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนโครงสร้างกำลังคนและงบประมาณจะไม่สามารถเห็นผลได้อย่างรวดเร็วภายใน 1-2 ปี เพราะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างขนาดใหญ่ จำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและค่อยเป็นค่อยไป โดยอาจต้องใช้เวลาผลักดันถึง 8 ปี ไม่ใช่เพียงกรอบเวลา 4 ปีของรัฐบาลหนึ่งรัฐบาล



