“คมนาคม–คลัง”ร่วมใช้พื้นที่ราชพัสดุในสนามบิน 28 แห่งทั่วประเทศ

กดแชร์

“คมนาคม–คลัง” ร่วมให้บริหารที่ราชพัสดุในสนามบินภูมิภาค28แห่งแบบครบวงจร หวังให้ผู้โดยสารได้เพิ่มทางเลือกซื้อสินค้าและบริการ – กระจายรายได้สู่ชุมชน – หนุนเศรษฐกิจภูมิภาค  

ผุ้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2569  นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ,ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ,นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม ร่วมเป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความตกลงระหว่างกรมธนารักษ์ (ธร.) กับ กรมท่าอากาศยาน (ทย.)  

โดยนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม  เปิดเผยภายหลังร่วมลงนามในบันทึกความตกลง ระหว่างกรมธนารักษ์ กับ กรมท่าอากาศยาน (ทย.)  ว่า  ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการบูรณาการงานรัฐ  ที่จะมีการมอบอำนาจให้กรมท่าอากาศยาน สามารถบริหารทรัพย์สินในที่ดินของรัฐ ในพื้นที่สนามบินภูมิภาคทั้ง 28 แห่ง มีความคล่องตัวในการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์เพื่อสร้างรายได้ให้ ทบ.และยกระดับบริการสนามบินภูมิภาคได้คล่องตัวขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของการเดินทางและเศรษฐกิจในพื้นที่ให้เป็นไปตามเป้าหมายในการผลักดัน ให้ท่าอากาศยานภูมิภาคให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระดับภูมิภาค เชื่อมโยงการขนส่งทางอากาศกับเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค (Airport for Regional Development)

ด้านนายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) กล่าวเสริมว่า การมอบอำนาจครั้งนี้จากกรมธนารักษ์ เพื่อมอบกรอบอำนาจใหม่ให้กรมท่าอากาศยาน ซึ่งจะช่วยให้.ทย. สามารถลงนามสัญญาเช่าหรือสัญญาต่างตอบแทนกับเอกชนได้โดยตรง สำหรับโครงการมูลค่าไม่เกิน 500 ล้านบาท ให้ ทย.สามารถขยายอายุสัญญากรอบระยะเวลาจากเดิมจำกัดครั้งละไม่เกิน 3 ปี ให้ยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม  ขณะที่พื้นที่ภายในอาคารเช่าได้สูงสุด 10 ปี (ร้านค้าปลอดภาษีสูงสุด 15 ปี) พื้นที่ภายนอกอาคารไม่เกิน 2 ไร่ เช่าได้สูงสุด 20 ปี และเกิน 2 ไร่ เช่าได้สูงสุด 30 ปี  ซึ่งจากที่ ทย. มีอำนาจบริการงานได้เพิ่มขึ้นดังกล่าว จะทำให้ กรมท่าอากาศยานสามารถสร้างรายได้ จากการพัฒนาพื้นที่พาณิชย์ต่างๆในสนามบินเพิ่มขึ้นโดยการคาดการณ์ว่าปัจจุบันมีรายได้เฉลี่ย 300 ล้านบาทต่อปีจะเพิ่มขึ้นเป็น 100% เต็มหรือประมาณ 600 ล้านบาทต่อปีหลังจากที่หักเงินส่งคลังแล้ว 

นอกจากนั้น ทย. ยังมีอำนาจบริหารสัญญาและดำเนินคดีได้ทั้งคดีแพ่ง อาญา และปกครอง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ และเน้นว่า กรมท่าอากาศยาน จะใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้ตอบสนองความต้องการของผู้โดยสารและสายการบินได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เช่น การเพิ่มร้านอาหาร ร้านกาแฟ และสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ ๆ รวมถึงการจัดพื้นที่หมุนเวียนสำหรับวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้สนามบินเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจท้องถิ่น” ที่เชื่อมโยงการเดินทางกับการสร้างรายได้ในจังหวัดต่อไป

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ลงนาม

ด้านนายอัครุตม์ สนธยานนท์  อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวเสริมในตอนท้ายว่า กรมธนารักษ์ในฐานะหน่วยงานผู้กำกับดูแลที่ราชพัสดุมีภารกิจสำคัญในการบริหารทรัพย์สินของรัฐให้เกิดความคุ้มค่า โปร่งใส และสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน  โดยมียุทธศาสตร์ในการเพิ่มมูลค่าและคุณค่าทรัพย์สินของแผ่นดิน  ผ่านกลยุทธ์ VALUE เพื่อเดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน สำหรับการจัดทำบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้  ถือเป็นก้าวสำคัญในการดำเนินการตามกลยุทธ์ VALUE ของกรมธนารักษ์ และเป็นการปรับกลไกการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาท่าอากาศยานในปัจจุบัน โดยการมอบอำนาจให้กรมท่าอากาศยานสามารถบริหารจัดการพื้นที่และจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุได้อย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ภายใต้กรอบกฎหมายที่ราชพัสดุ หลักธรรมาภิบาล และการกำกับดูแลของกรมธนารักษ์

ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการอำนวยความสะดวกด้านการบริหารจัดการเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินของรัฐในพื้นที่สนามบินภูมิภาคทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการให้บริการประชาชน ผู้โดยสาร และผู้ประกอบการในพื้นที่ ซึ่งความร่วมมือ

“ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นต้นแบบของการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ร่วมกัน โดยสามารถสร้างทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจ คุณค่าทางสังคม และประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งร่วมกันผลักดันความร่วมมือครั้งนี้ให้เกิดขึ้น และจะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทรัพย์สินของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติต่อไป”


กดแชร์
ข่าวล่าสุด
- Advertisement -spot_img
Latest Articles