เจาะลึก เงื่อนไขช่องแคบฮอร์มุซ และแผนรับมือเมื่อ ราคาน้ำมันขึ้น เกิน 35 บาทต่อลิตร
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้คนไทยต้องเตรียมใจรับมือกับภาวะ ราคาน้ำมันขึ้น อย่างรุนแรง ล่าสุด นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ออกมาเปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 ที่อาจร่วงลงเหลือเพียง 1.3% หากสถานการณ์สงครามลากยาว และลุกลามไปถึงการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญ ที่ดันราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งสูงถึง 150 เหรียญต่อบาร์เรล
จากการประเมินของสภาพัฒน์ พบว่าฉากทัศน์ (Scenario) ของเศรษฐกิจไทยแบ่งออกเป็น 3 ระดับตามความรุนแรงของเหตุการณ์ ดังนี้
- สถานการณ์ปกติ: คาดการณ์ GDP อยู่ที่ 2%
- สงครามจบใน 1 เดือน: GDP จะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 1.6%
- สถานการณ์ยืดเยื้อและปิดช่องแคบฮอร์มุซ: GDP มีโอกาสทรุดตัวลงเหลือเพียง 1.3%
จุดตายอยู่ที่ “ช่องแคบฮอร์มุซ”
ช่องแคบนี้เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันโลก หากถูกปิดตาย จะส่งผลให้ปริมาณน้ำมันขาดแคลนทันที และผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด ซึ่งรัฐบาลไทยมองว่า หากราคาขายปลีกในประเทศพุ่งเกิน 35 บาทต่อลิตร จะเป็นจุดวิกฤต ที่ต้องเริ่มพิจารณาเข้าแทรกแซง โดยใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
วิธีรับมือ และทำความเข้าใจโครงสร้างราคาน้ำมัน
หลายสิ่งน่ากังวลเมื่อราคาน้ำมันขึ้น เพราะน้ำมันคือ ต้นทุนแฝงในสินค้าทุกชนิด ตั้งแต่ค่าขนส่งผักในตลาด ไปจนถึงค่าตั๋วเครื่องบิน หากคุณต้องการวางแผนการเงินในช่วงนี้ ควรพิจารณาดังนี้
- ติดตามค่าเงินบาท: เพราะไทยนำเข้าน้ำมันเป็นสกุลเงินดอลลาร์ หากบาทอ่อนค่า จะยิ่งซ้ำเติมให้ราคาน้ำมันในไทยแพงขึ้นไปอีก
- เช็กสถานะกองทุนน้ำมัน: ปัจจุบันกองทุนยังมีกำไรเป็นบวกประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็น “เกราะป้องกัน” ด่านแรก ที่จะช่วยชะลอไม่ให้ราคาขายปลีกพุ่งเร็วเกินไป
- วางแผนการเดินทาง: การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถ หรือตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์ ให้ประหยัดน้ำมันอยู่เสมอ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในสถานการณ์นี้ได้
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ : ราคาทองพุ่งหลังสงครามตะวันออกกลาง ปะทุหนัก จับตาเป้าใหม่ 5,500 ดอลลาร์



